ศาลไม่เกี่ยว!ทายาทเตรียมนำรถแบ็กโฮหรือแม็คโครเข้าพื้นที่ “ไปจ้วงเลย”

IMG_3868

ชมคลิปเต็ม

ความคืบหน้ากรณีทายาทของนายเฮียง พิมพ์ศรี ปิดทางเข้า-ออกวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น ฝ่ายทายาทยืนยันว่าที่ดินดังกล่าวยังเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทภายหลังนายเฮียงเสียชีวิต โดยอ้างว่าการให้ที่ดินมีเงื่อนไขว่าจะต้องสร้างวัดให้แล้วเสร็จก่อน จึงจะถือว่าเป็นการมอบโดยสมบูรณ์ และต้องดำเนินการทางนิติกรรมพร้อมสลักชื่อไว้ด้านหลังโฉนด ขณะที่ทายาทระบุว่าเตรียมนำรถแบ็กโฮหรือแม็คโครเข้าพื้นที่ ส่วนตำรวจสั่งชุดสืบสวนรวบรวมหลักฐานจากคลิปวิดีโอและกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุ

ทายาทของนายเฮียง ซึ่งเป็นหลานสาว ให้ข้อมูลทางโทรศัพท์กับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยโฉนดเลขที่ 61945 เนื้อที่ 21 ไร่ หากรวมพื้นที่ส่วนหัวไล่ไปจนถึงนา จะมีประมาณ 28 ไร่เศษ เป็นที่ดินของนายเฮียง พิมพ์ศรี ซึ่งเป็นคุณตาของตน และปัจจุบันยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเช่นเดิม

ทายาทระบุว่า ได้ยื่นขอออกโฉนดที่ดินใหม่ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น โดยสำนักงานที่ดินได้ออกประกาศเป็นเวลา 30 วัน และจะครบกำหนดในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นี้ หากไม่มีผู้คัดค้านหรือดำเนินการใด ๆ พร้อมระบุว่า ผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นหรืออ้างสิทธิต่าง ๆ ไม่ได้มีส่วนได้เสียหรือนิติสัมพันธ์กับโฉนดแปลงดังกล่าว และตั้งคำถามว่า ผู้ใดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนด ผู้นั้นก็ต้องเป็นเจ้าของที่ดิน

ส่วนกรณีการฟ้องร้อง ทายาทอธิบายว่า การสร้างหรือตั้งวัดต้องเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงจะสามารถขออนุญาตก่อสร้างได้ โดยต้องนำโฉนดไปยื่นต่อเทศบาลหรือหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่าเป็นการก่อสร้างบนโฉนดเลขที่ใด พร้อมระบุว่า หากมีการอ้างว่าเป็นวัด เอกสารและกระบวนการต่าง ๆ ควรได้รับการตรวจสอบ

ทายาทมองว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงตัวเจ้าอาวาส แต่ต้องตรวจสอบว่ามีบุคคลอื่นอยู่เบื้องหลังหรือไม่ และอาจมีเรื่องผิดกฎหมายอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย

ทายาทยังระบุว่า เรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็นของเจ้าของเดิม และที่ดินไม่สามารถหายไปจากผืนแผ่นดินได้ เมื่อเจ้าของที่ดินเสียชีวิต กรรมสิทธิ์ต้องตกทอดไปยังทายาท พร้อมยืนยันว่าที่ดินมีกฎหมายเฉพาะ และเห็นว่าศาลไม่สามารถพิพากษาเอาที่ดินของผู้มีกรรมสิทธิ์ไปให้ผู้อื่นได้

พร้อมกันนี้ ทายาทขอให้พระครูอดุลย์สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม นำโฉนดตัวจริงออกมาแสดง หากมีอยู่ เพื่อให้เห็นว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงเป็นใคร และเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยไม่เข้าข้างฝ่ายใด

ทายาทยังอ้างข้อมูลจากเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดว่า ในภาคอีสานมี “วัดเถื่อน” มากกว่า 4,000 แห่ง และหนึ่งในนั้นคือวัดอดุลยาราม โดยระบุว่าได้ตรวจสอบเอกสารแล้ว ไม่พบชื่อวัดดังกล่าวในทำเนียบวัดของเขตคณะสงฆ์ภาค 9

สำหรับที่มาของที่ดินและการสร้างวัด ทายาทอธิบายว่า นายเฮียง พิมพ์ศรี มีความตั้งใจว่าจะให้ที่ดินเพื่อสร้างวัด โดยเดิมนายเฮียงเป็นผู้จัดสรรที่ดินขายและเป็นผู้ใหญ่บ้าน จึงมีความคิดที่จะสร้างวัด และมีการมอบโฉนดให้จริงในวันที่ 17 สิงหาคม 2533

อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นนายเฮียงมีทะเบียนสมรสกับนาง พิมพ์ศรี ซึ่งเป็นยายของทายาท และการให้ที่ดินมีเงื่อนไขที่นายเฮียงเขียนไว้ว่า จะทำนิติกรรมให้ต่อเมื่อวัดสมบูรณ์แล้ว หมายถึงต้องสร้างวัดให้แล้วเสร็จ มีวิสุงคามสีมา และองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ชัดเจนว่าเป็นวัด จึงจะทำนิติกรรมให้

ทายาทระบุอีกว่า ในเวลานั้นมีข้อกำหนดเกี่ยวกับพื้นที่สำหรับการสร้างวัด โดยที่ดินหากต่ำกว่า 6 ไร่ ไม่สามารถสร้างวัดได้ และขณะนั้นไม่มีใครโต้แย้งเรื่องดังกล่าว กระทั่งวันที่ 15 ธันวาคม 2534 นายเฮียงเสียชีวิต ทายาทจึงเห็นว่านิติกรรมดังกล่าวสิ้นสุดลงตั้งแต่ปี 2534 เนื่องจากเงื่อนไขที่กำหนดไว้ยังไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ ทายาทกล่าวหาว่ามี “ไอ้โม่ง” หรือกลุ่มบุคคลอยู่เบื้องหลังและพยายามจะได้ที่ดินดังกล่าว โดยระบุว่ามีการชักใยและสร้างสถานการณ์ ขณะที่เมื่อวานนี้ญาติของตนถูกข่มขู่จนเกิดความวุ่นวาย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไร และจำเป็นต้องรอคำพิพากษาศาลหรือไม่ ทายาทยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องรอศาล เนื่องจากกำลังดำเนินการขอออกโฉนดใหม่ และตราบใดที่กรรมสิทธิ์ในที่ดินยังเป็นของนายเฮียง ก็ต้องเป็นไปตามนั้น โดยระบุว่าที่ดินมีกฎหมายเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องนำกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาอ้าง

ทายาทยืนยันว่า หากไม่ใช่ทายาทหรือเจ้าของทรัพย์ และไม่มีพินัยกรรม ก็ไม่มีสิทธิในที่ดินดังกล่าว เพราะกรรมสิทธิ์ต้องตกทอดถึงทายาท พร้อมระบุว่าหลังจากนี้เตรียมนำรถแบ็กโฮหรือแม็คโครเข้าพื้นที่ “ไปจ้วงเลย”

ทายาทระบุด้วยว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงวันสองวันหรือเดือนสองเดือน แต่มีการพูดคุยและติดตามเรื่องนี้มานานกว่า 20 ปี พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมาเคยมีพระผู้ใหญ่บอกให้ทุบ และตั้งคำถามว่าปล่อยไว้ทำไม เพราะเห็นว่าไม่ใช่วัด แต่ฝ่ายทายาทยังคงให้เกียรติและไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวทันที

ด้าน พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น เปิดเผยว่า หลังจากวานนี้ได้ร่วมกับฝ่ายปกครอง กรมที่ดิน และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น เข้าพบพูดคุยกับพระครูอดุลย์สารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เรียบร้อยแล้ว พร้อมถวายกำลังใจแก่เจ้าอาวาส และจะจัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยภายในวัด

โดยมีทั้งทีมรถจักรยานยนต์และรถยนต์สายตรวจเข้ามาตรวจตราดูแลวัดบ่อยขึ้น หากพระภิกษุภายในวัดมีความจำเป็นต้องเดินทางไปทำกิจธุระ ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้อำนวยความสะดวกในการเดินทาง และสร้างความสบายใจให้แก่เจ้าอาวาสและพระภิกษุภายในวัด

ส่วนความคืบหน้าทางคดี พ.ต.อ.ยศวัจน์ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้สั่งการให้ พ.ต.ท.ขจรศักดิ์ ดาระภา รอง ผกก.สส.สภ.เมืองขอนแก่น พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ลงพื้นที่เก็บรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานต่าง ๆ ทั้งภาพจากคลิปวิดีโอที่มีการเผยแพร่ตามสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางและพื้นที่ใกล้เคียง

เบื้องต้นจากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ตำรวจคาดว่าผู้ก่อเหตุเป็นบุคคลจากพื้นที่อื่นที่เข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ เนื่องจากขณะเกิดเหตุไม่ปรากฏคู่กรณี จึงต้องสืบสวนว่าบุคคลดังกล่าวเป็นกลุ่มบุคคลจากพื้นที่ใด

อย่างไรก็ตาม จากองค์ประกอบโดยรวม เจ้าหน้าที่เห็นว่ามีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี เนื่องจากรถที่ใช้ขนวัสดุก่อสร้าง ทั้งรถขนท่อระบายน้ำและรถโม่ปูนซีเมนต์ มีการปิดบังป้ายทะเบียน รวมถึงปิดบังชื่อบริษัท เจ้าหน้าที่จึงขอเวลาในการสืบสวนและตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ อีกครั้ง เพื่อให้ข้อเท็จจริงมีความชัดเจนมากขึ้น

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน

Leave a Response

ใส่ความเห็น

เรื่องล่าสุด