แถลงปมพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ตำรวจชี้สิทธิครอบครองยังอยู่กับวัด เร่งตามตัวกลุ่มปิดทางเข้า–ออก

IMG_3826
  • ตำรวจชี้สิทธิครอบครองยังอยู่กับวัด
  • กลุ่มบุคคลนำท่อเทปูนปิดทางวัด
  • ตำรวจมองเข้าข่ายบุกรุกเวลากลางวัน
  • ที่ดิน 5 ไร่มีข้อพิพาทยาวนาน
  • จัดตำรวจประจำวัดดูแลความปลอดภัย

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ฝ่ายปกครอง ตำรวจ สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น และคณะสงฆ์ ร่วมแถลงกรณีกลุ่มชายฉกรรจ์และหญิงรวมประมาณ 10 คน นำท่อและรถผสมปูนเข้ามาตั้ง ก่อนเทปูนปิดทางเข้า–ออกวัด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยตำรวจระบุว่า จากข้อเท็จจริงเบื้องต้น การกระทำดังกล่าวเป็นการรบกวนสิทธิครอบครองของวัดและเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางวัน ขณะนี้มีคลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดและอยู่ระหว่างเร่งพิสูจน์ทราบตัวผู้เกี่ยวข้อง พร้อมจัดกำลังตำรวจประจำวัดเพื่อดูแลความปลอดภัย ส่วนข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ต้องดำเนินไปตามกระบวนการศาล แต่ปัจจุบันสิทธิครอบครองยังอยู่กับวัด

การแถลงข่าวครั้งนี้มีนายกองโท พิชัย วันตา นายอำเภอเมืองขอนแก่น พร้อมด้วย พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เจ้าหน้าที่จากสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น และผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น ร่วมชี้แจงข้อเท็จจริง

นายกองโท พิชัย กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีต้นเหตุมาจากข้อพิพาทระหว่างวัดกับฝ่ายทายาทของผู้บริจาคที่ดิน โดยฝ่ายทายาท ผู้จัดการมรดก หรือบุตรของผู้บริจาค ต้องการเรียกคืนที่ดินบางส่วนซึ่งอยู่ในบริเวณที่ตั้งวัด

ที่ผ่านมา ภรรยาของผู้บริจาคในฐานะคู่สมรสเคยยื่นฟ้องเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว โดยคดีผ่านการพิจารณาทั้ง 3 ศาล และปรากฏว่าทางวัดเป็นฝ่ายชนะคดี ต่อมาภรรยาของผู้บริจาคเสียชีวิต บุตรจึงยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกและยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอที่ดินบางส่วนคืน ก่อนจะเกิดเหตุการณ์นำท่อและเทปูนปิดทางเข้า–ออกวัดขึ้น

ทางวัดเชื่อว่ากลุ่มบุคคลที่เข้ามาปิดทางเข้า–ออกวัดน่าจะเกี่ยวข้องกับฝ่ายทายาทของผู้บริจาค เนื่องจากมีการติดป้ายแจ้งสิทธิเกี่ยวกับที่ดินไว้หลายจุด ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พระสงฆ์ภายในวัดเกิดความวิตกกังวลด้านความปลอดภัย จึงประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น เข้ามาตรวจสอบ ดูแลความสงบเรียบร้อย ลดความวิตกกังวล และรักษาความปลอดภัยให้แก่พระสงฆ์

ด้าน พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ กล่าวว่า ภายหลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบและตรวจตราสถานการณ์ ประกอบกับเจ้าอาวาสได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่าได้รับความเดือดร้อน ซึ่งถือเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย พนักงานสอบสวนจึงรับเรื่องไว้และลงตรวจสถานที่เกิดเหตุแล้ว

เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตนเองอีกครั้ง เนื่องจากเหตุการณ์อาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น คู่กรณีได้ยื่นฟ้องกันแล้ว จึงต้องดำเนินไปตามกระบวนการยุติธรรมและการพิจารณาของศาล

สำหรับกรณีกลุ่มบุคคลเข้ามาวางท่อและเทปูนปิดทางเข้า–ออกวัด จากการรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้น ตำรวจเห็นว่าเป็นการรบกวนสิทธิของวัดและเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางวัน ส่วนจะเข้าข่ายข้อกฎหมายหรือความผิดฐานใดเพิ่มเติม ต้องพิจารณารายละเอียดและพยานหลักฐานอีกครั้งในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน

ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบว่ามีบุคคลใดเข้ามาดำเนินการและมีใครร่วมก่อเหตุบ้าง โดยเจ้าหน้าที่มีคลิปวิดีโอบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดไว้แล้ว และจะเร่งพิสูจน์ทราบตัวบุคคล ก่อนเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน เพื่อหาผู้กระทำความผิดและตรวจสอบมูลเหตุจูงใจต่อไป

ในด้านการรักษาความปลอดภัย สภ.เมืองขอนแก่นจะจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลและประจำอยู่ภายในวัดในช่วงนี้ หากพระสงฆ์มีความประสงค์จะเดินทางไปสถานที่ใด ตำรวจจะเข้าดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่คณะสงฆ์

พ.ต.อ.ยศวัจน์ ยังขอให้พุทธศาสนิกชนและญาติโยมที่ศรัทธาวัดป่าอดุลยารามเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยตำรวจจะพยายามนำตัวบุคคลที่เข้ามาวางท่อและเทปูนปิดทางเข้า–ออกวัดเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด พร้อมจัดกำลังตำรวจประจำวัดเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่คณะสงฆ์และประชาชนที่เดินทางมาที่วัด

ส่วนข้อกฎหมายเกี่ยวกับการบุกรุก พ.ต.อ.ยศวัจน์ อธิบายว่า สิทธิครอบครองเป็นคนละส่วนกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แม้ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์จะอยู่ระหว่างกระบวนการทางศาล แต่ปัจจุบันวัดยังเป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดิน สิทธิครอบครองจึงยังอยู่กับวัด หากมีบุคคลใดล่วงล้ำเข้ามาหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อรบกวนสิทธิครอบครอง ย่อมเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุก

ส่วนป้ายต่าง ๆ ที่ถูกนำมาติดภายในวัด พนักงานสอบสวนจะเป็นผู้ปลดออกเอง เนื่องจากต้องเก็บไว้เป็นพยานหลักฐานในคดี

ด้านนายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ชี้แจงว่า เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับที่ดินของวัดแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นที่ดินมีโฉนด เนื้อที่ประมาณ 21 ไร่ ส่วนที่สองเป็นที่ดินไม่มีโฉนด แต่มีหลักฐาน ส.ค.1 เนื้อที่ 5 ไร่

เมื่อปี 2533 ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดได้ยกที่ดินให้วัด โดยแสดงเจตนาให้นำไปใช้สร้างวัด ต่อมาในปี 2535 ผู้ถือกรรมสิทธิ์เสียชีวิต ภรรยาจึงยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก กระทั่งปี 2544 ภรรยาของผู้บริจาคยื่นฟ้องขับไล่ในส่วนที่ดิน 5 ไร่ ซึ่งอยู่ติดกับที่ดิน 21 ไร่ เนื่องจากมีแม่ชีเข้าไปสร้างที่อยู่อาศัย

ในคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ภรรยาของผู้บริจาคยอมรับว่าทราบว่าสามีได้ยกที่ดิน 21 ไร่ให้วัดแล้ว และไม่ได้ติดใจในที่ดินส่วนนั้น แต่ยังติดใจในส่วนที่ดิน 5 ไร่ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การยกให้ที่ดินมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และโจทก์ไม่ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดิน 5 ไร่ จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง ฝ่ายโจทก์ยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องเช่นกัน จากนั้นโจทก์ยื่นฎีกา โดยศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงไม่รับพิจารณา ทำให้คดีดังกล่าวสิ้นสุดลง

ต่อมาภรรยาของผู้บริจาคเสียชีวิต บุตรจึงเข้ามาเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแทน และนำที่ดิน 5 ไร่ไปยื่นขอออกโฉนด แต่เมื่อดำเนินการรังวัด ปรากฏว่าเนื้อที่เพิ่มเป็นกว่า 6 ไร่ และทับซ้อนกับพื้นที่สวนหย่อมและสวนสาธารณะของเทศบาลนครขอนแก่น ทำให้เทศบาลนครขอนแก่นยื่นคัดค้าน

ฝ่ายบุตรในฐานะผู้จัดการมรดกจึงมีข้อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ 3 ประเด็น ประเด็นแรก ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดบริเวณที่ดินเนื้อที่กว่า 6 ไร่ตามผลการรังวัดใหม่ ประเด็นที่สอง อ้างว่าที่ดินเป็นสินสมรส แม้บิดาจะทำหนังสือยกที่ดินให้วัด แต่บิดาและมารดาเป็นคู่สมรสกัน ที่ดินจึงต้องเป็นของมารดาครึ่งหนึ่ง และขอให้เพิกถอนสัญญา ส่วนประเด็นสุดท้าย ฝ่ายโจทก์กล่าวอ้างว่า จากที่ดินตามโฉนด 21 ไร่ บิดายกให้วัดเพียง 6 ไร่ จึงขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดและออกโฉนดเนื้อที่ 6 ไร่ ในส่วนที่เป็นบริเวณเมรุให้แก่วัด โดยคดีนี้มีการต่อสู้กันมาจนถึงศาลฎีกา

สำหรับข้อสงสัยว่า ราคาที่ดินบริเวณวัดซึ่งมีมูลค่าสูงอาจเป็นปัจจัยดึงดูดให้ทายาทของผู้บริจาคต้องการที่ดินคืนหรือไม่นั้น เจ้าหน้าที่จากสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นให้ข้อมูลว่า ราคาประเมินที่ดินของกรมธนารักษ์ รอบปี 2566–2569 ระบุว่า โฉนดเลขที่ 61945 เนื้อที่ 21 ไร่ 3 งาน 61 ตารางวา มีราคาประเมินตารางวาละ 8,900 บาท คิดเป็นราคาประเมินรวม 77,972,900 บาท

ด้านพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม กล่าวว่า เหตุการณ์ที่ทางวัดมองว่าเป็นการคุกคามไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เคยเกิดเหตุในลักษณะเดียวกันมาแล้วประมาณ 2–3 ครั้ง โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวเคยมาล้อมกุฏิและเรียกร้องให้ย้ายออกจากวัด รวมถึงมีการกลั่นแกล้งด้วยการแจ้งกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติด กระทั่งล่าสุดมีกลุ่มชายฉกรรจ์เข้ามาปิดทางเข้า–ออกวัด

สำหรับข้อพิพาทเรื่องที่ดินมีมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ภรรยาของผู้บริจาคที่ดินยังมีชีวิตอยู่ โดยทางวัดเคยถูกยื่นฟ้อง แต่เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว วัดเป็นฝ่ายชนะคดี ต่อมาภายหลังภรรยาของผู้บริจาคเสียชีวิต บุตรของผู้บริจาคได้ยื่นฟ้องวัดและเรียกร้องขอที่ดินคืน

พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าวว่า ทางวัดไม่ได้ต้องการเป็นคู่กรณีหรือมีข้อพิพาทกับบุคคลใด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้น ทางวัดเชื่อว่าเป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายทายาทของผู้บริจาคที่ดิน อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังต้องเป็นไปตามการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่และกระบวนการทางกฎหมาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทางวัดและพระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ภายในวัดมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย ขณะนี้พระสงฆ์จะไม่ออกไปรับกิจนิมนต์เพียงลำพัง และหากมีญาติธรรมเดินทางมาทำบุญภายในวัด ก็จะให้ลูกศิษย์มาอยู่ด้วย เนื่องจากเกรงว่าอาจเกิดเหตุไม่ปลอดภัยขึ้นอีก

ด้านนางณัฏฐนันท์ เลี้ยวสกุลนำชัย นักวิชาการศาสนาชำนาญการพิเศษ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ภายหลังทราบเหตุ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ประสานคณะปกครองสงฆ์ ทั้งเจ้าคณะอำเภอและเจ้าคณะตำบล ให้เข้ามาถวายคำแนะนำแก่พระสงฆ์ พร้อมแนะนำให้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นมีความห่วงใยต่อภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาและความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะป้ายที่ถูกนำมาติดไว้บริเวณวัด เนื่องจากประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาและอ่านข้อความบนป้าย อาจเกิดข้อสงสัยหรือแปลความหมายไปในลักษณะที่ส่งผลกระทบต่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนา

จึงอยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า หากป้ายดังกล่าวจำเป็นต้องเก็บไว้เป็นพยานหลักฐานในคดี ก็ขอให้เก็บออกจากบริเวณวัดก่อน หากสามารถดำเนินการได้ เพราะข้อความบนป้ายอาจทำให้ผู้ที่ไม่ทราบข้อเท็จจริงเข้าใจว่า พระสงฆ์ซึ่งพำนักอยู่ภายในวัด รวมถึงพุทธศาสนิกชนที่เข้ามาใช้สถานที่แห่งนี้เพื่อปฏิบัติธรรมและประกอบกิจอันเป็นกุศล เป็นผู้บุกรุก ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนแก่ประชาชนได้

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน

Leave a Response

ใส่ความเห็น

เรื่องล่าสุด