- เร่งทำแผนบูรณาการแก้อุทกภัยขอนแก่น
- เชื่อมบึงหนองโคตรระบายน้ำสู่แม่น้ำชี
- เตรียมรับฝนแปรปรวนทั้งท่วมและแล้ง
- คาดเขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำร้อยละ 80
- เดินหน้ามาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เร่งจัดทำ “แผนบูรณาการแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดขอนแก่น” เชื่อมโยงระบบระบายน้ำจากบึงหนองโคตร ผ่านบึงทุ่งสร้าง ห้วยพระคือ ก่อนลงสู่แม่น้ำชี พร้อมเตรียมมาตรการรับมือสภาพภูมิอากาศแปรปรวน หลังประเมินสถานการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นช่วงปลายปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ซึ่งอาจทำให้บางพื้นที่เผชิญทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในช่วงเวลาเดียวกัน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมหนองโคตร สำนักงานเทศบาลเมืองบ้านเป็ด นายธรรมพงษ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 เป็นประธานการประชุมหารือการขับเคลื่อนแผนงานโครงการแก้ไขอุทกภัยเมืองขอนแก่น โดยมีนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองบ้านเป็ด ตัวแทนจากเทศบาลเมืองศิลา เทศบาลนครขอนแก่น และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ภายหลังการประชุม นายธรรมพงษ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 ลงพื้นที่สถานีสูบน้ำพลังงานไฟฟ้า บึงหนองโคตร พร้อมเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ปัญหาฝนตกและน้ำรอการระบายภายในเขตเทศบาลนครขอนแก่นจำเป็นต้องมีการเตรียมรับมือล่วงหน้า เนื่องจากจังหวัดขอนแก่นมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งที่มีเขตติดต่อกัน การบริหารจัดการน้ำและการแก้ไขปัญหาอุทกภัยจึงต้องดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นระบบ
สำหรับมาตรการระยะสั้น ขณะนี้มีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณริมบึงหนองโคตร รวมถึงใช้คลองระบายน้ำและพื้นที่รับน้ำช่วยเร่งระบายน้ำ อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นที่มาของการลงพื้นที่และประชุมร่วมกัน เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาอุทกภัยในจังหวัดขอนแก่นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ปัจจุบันกรมโยธาธิการและผังเมืองได้ศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ส่วนหนึ่ง โดยจะรับผิดชอบระบบคลองระบายน้ำสายหลักขนาดใหญ่ ขณะที่เทศบาลต่าง ๆ จะทำหน้าที่เสมือนระบบระบายน้ำย่อย เพื่อช่วยเร่งการระบายน้ำให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ที่ประชุมจึงเห็นร่วมกันว่าจะจัดทำ “แผนบูรณาการแก้ไขปัญหาอุทกภัยจังหวัดขอนแก่น” โดยรวบรวมข้อมูลและแผนงานของแต่ละเทศบาลมาประกอบเป็นแผนเดียวกัน ก่อนเสนอให้คณะกรรมการลุ่มน้ำพิจารณาเห็นชอบ เพื่อดำเนินการของบประมาณสำหรับแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จและครอบคลุมทุกมิติ
นายธรรมพงษ์กล่าวถึงปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากว่า กรมโยธาธิการและผังเมืองมีแผนก่อสร้างระบบระบายน้ำขนาดใหญ่ เชื่อมโยงพื้นที่รับน้ำและคลองสายต่าง ๆ โดยมีบึงหนองโคตรเป็นพื้นที่รับน้ำก่อนส่งต่อไปยังบึงทุ่งสร้าง จากนั้นระบายผ่านห้วยพระคือและไหลลงสู่แม่น้ำชี แต่ระหว่างเส้นทางยังมีข้อจำกัดด้านความรวดเร็วในการระบายน้ำ ส่งผลให้บางพื้นที่ซึ่งไม่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมมาเป็นเวลานาน เริ่มกลับมาพบปัญหาอีกครั้ง

“แม้มาตรการระยะสั้นจะเริ่มเห็นผล แต่ยังจำเป็นต้องวางแนวทางแก้ไขในระยะยาว การประชุมครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการรวบรวมและเตรียมข้อมูล ก่อนนำไปสู่การจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนตามลำดับต่อไป”
ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 กล่าวอีกว่า ในปีนี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บทบริหารจัดการลุ่มน้ำชีขนาดใหญ่ โดยจังหวัดขอนแก่นจะนำแผนงานย่อยเข้าไปประกอบกับแผนหลัก ซึ่งครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ น้ำประปา น้ำเพื่อการผลิต การแก้ไขปัญหาอุทกภัย คุณภาพน้ำ และการบริหารจัดการ ส่วนแผนงานย่อยจะเป็นรายละเอียดการเตรียมการในแต่ละพื้นที่
สำหรับกรณีจังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุน แต่เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก นายธรรมพงษ์กล่าวว่า ปัญหาเรื่องน้ำมีความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกรณีน้ำท่วมที่ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าต้องซื้อสินค้าและลงทุนใหม่ ซึ่งเริ่มเกิดขึ้นมากขึ้น ดังนั้น สทนช. จะพยายามบริหารจัดการปัญหาให้ดีที่สุดและเกิดความยั่งยืน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
สำหรับสถานการณ์ฝนในช่วงนี้ จังหวัดขอนแก่นมีเขื่อนอุบลรัตน์เป็นแหล่งน้ำหลัก ซึ่งสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพ และคาดว่าปริมาณน้ำในปีนี้จะเพียงพอสำหรับฤดูแล้ง อย่างไรก็ตาม สภาพภูมิอากาศในปีนี้มีความแปรปรวนสูง ทำให้ฝนตกไม่กระจายตัว โดยบางพื้นที่มีฝนตกปริมาณมาก ขณะที่บางพื้นที่มีฝนน้อย
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำหลักวิชาการมาใช้ในการบริหารจัดการและกักเก็บน้ำ ขณะที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และได้ตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาภัยแล้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น เพื่อเป็นกลไกส่วนหนึ่งในการเตรียมรับสถานการณ์ โดยขอให้ประชาชนมั่นใจว่าจะดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ส่วนการประเมินสถานการณ์เอลนีโญ นายธรรมพงษ์กล่าวว่า มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นช่วงปลายปีนี้และต่อเนื่องไปถึงต้นปีหน้า อาจทำให้ฝนตกไม่กระจายตัวและบางพื้นที่มีปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ จึงอาจเกิดทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในช่วงเวลาเดียวกัน
การบริหารจัดการจึงต้องดำเนินการสองรูปแบบควบคู่กัน ทั้งการเตรียมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ให้พร้อมรองรับน้ำ และการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงแล้ง โดยมีการประเมินสถานการณ์ผ่านกลไกของคณะกรรมการลุ่มน้ำอย่างต่อเนื่อง
จากการประเมินคาดว่า ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เขื่อนอุบลรัตน์จะมีปริมาณน้ำประมาณร้อยละ 80 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้เตรียมรับมืออุทกภัยหลายด้าน โดยมาตรการระยะสั้นมีการติดตั้งเครื่องสูบน้ำไว้หลายจุดทั่วเมือง รวมถึงการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมต่อไป
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน



Leave a Response