ขอนแก่นผนึกกำลังสกัดยาเสพติด หลังพบใช้ลำเลียงยาบ้าเข้าพื้นที่ เร่งป้องกัน-ปราบปราม-บำบัด-ติดตามตัดวงจรเสพซ้ำ

IMG_7356

ขอนแก่นผนึกกำลังสกัดยาเสพติด หลังพบใช้ลำเลียงยาบ้าเข้าพื้นที่ เร่งป้องกัน-ปราบปราม-บำบัด-ติดตามตัดวงจรเสพซ้ำ ขณะที่ สสส.เผยคนไทยใช้สารเสพติด 1.6-1.9 ล้านคน หนุน “ชุมชนล้อมรักษ์ CBTx” แก้ปัญหายั่งยืน

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 22 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรมบายาสิตา ขอนแก่น กรมการปกครอง ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้บำบัด เพื่อเสริมความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดอย่างต่อเนื่องในชุมชน พร้อมจัดอบรมพัฒนาศักยภาพชุมชนและอดีตผู้ผ่านการบำบัด เพื่อดูแลผู้ใช้ยาเสพติดอย่างมีส่วนร่วม โดยมีผู้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบด้านยาเสพติดในพื้นที่ 6 อำเภอเป้าหมายของ จ.ขอนแก่น เข้าร่วมอบรมอย่างพร้อมเพรียง

นายประจวบ รักแพทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น

นายประจวบ รักแพทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ยาเสพติดยังเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวมในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จากข้อมูลล่าสุดพบว่ายังมีการลักลอบลำเลียงและกระจายยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยาบ้าและยาไอซ์ ในพื้นที่ 6 อำเภอ ได้แก่ อ.อุบลรัตน์ อ.น้ำพอง อ.ชุมแพ อ.มัญจาคีรี อ.หนองเรือ และ อ.บ้านฝาง ซึ่งแต่ละพื้นที่ได้ขับเคลื่อนมาตรการที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง

มาตรการหลักคือการบูรณาการฝ่ายปกครอง ตำรวจ และชุมชน ในการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง และสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดไม่ให้แพร่ระบาดในชุมชน พร้อมนำผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดในระบบสาธารณสุข และมีระบบติดตามหลังการบำบัดเสร็จสิ้น เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปลอดภัย และลดโอกาสกลับไปเสพซ้ำอย่างยั่งยืน โดยการบูรณาการความร่วมมือนี้มีเป้าหมายสำคัญคือ ลดจำนวนผู้เสพ ผู้ค้า และสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน

นายประจวบกล่าวอีกว่า การอบรมครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญ เป็นการรวมพลังจาก 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วย กลุ่มบุคลากรผู้บำบัด ที่ต้องอาศัยทักษะวิชาชีพควบคู่กับความเข้าใจในบริบทใหม่ ๆ เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกลุ่มภาคีเครือข่ายชุมชนกับอดีตผู้ผ่านการบำบัด ซึ่งถือเป็นกลไกภาคประชาชนที่เข้มแข็งที่สุด พร้อมย้ำว่า ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืนของจังหวัดขอนแก่นจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน ตามแนวทาง Community-Based Treatment and Care หรือ CBTx โดยหวังว่าผู้เข้ารับการอบรมจะใช้เวทีนี้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และนำองค์ความรู้ที่ได้ไปขับเคลื่อนงานในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะที่ น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า สสส.ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหายาเสพติดในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพราะเป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยข้อมูลปัจจุบันพบผู้ใช้สารเสพติด 1.6-1.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 3-4% ของประชากรทั้งหมด เนื่องจากยาเสพติดมีราคาถูก เพียงเม็ดละ 20-30 บาทเท่านั้น

น.ส.รุ่งอรุณกล่าวว่า ยาเสพติดจะเข้าไปทำลายสมองส่วนการคิดและเหตุผล แล้วไปกระตุ้นสมองส่วนความอยากให้รุนแรงขึ้น ทำให้มาตรการแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ ที่เน้นการปราบปรามหรือบำบัดระยะสั้นใช้ไม่ได้ผล เพราะขาดการฟื้นฟูต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ป่วยกลับเข้าสู่วงจรเดิม ดังนั้นจึงต้องปรับเปลี่ยนมุมมองจาก “ผู้เสพ” เป็น “ผู้ป่วยโรคสมองติดยา” และเมื่อบำบัดเสร็จสิ้นแล้ว ต้องมีการติดตามต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี เพื่อช่วยลดโอกาสกลับไปเสพซ้ำ

ที่สำคัญคือต้องร่วมกันทำงานอย่างเป็นระบบตามแนวทาง “ชุมชนล้อมรักษ์” หรือ CBTx โดยให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้กำลังใจ การสร้างโอกาส และการพัฒนาอาชีพ เพื่อช่วยยืดระยะเวลาการไม่กลับไปใช้สารเสพติดซ้ำอย่างน้อย 1 ปี

น.ส.รุ่งอรุณกล่าวเพิ่มเติมว่า แผนปฏิบัติการเชิงรุกพื้นที่ยุทธศาสตร์ 10 จังหวัด ในปี 2569-2570 จะเน้นไปที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ น่าน ขอนแก่น อุบลราชธานี และนครศรีธรรมราช เบื้องต้นมี 3 จังหวัดนำร่องพัฒนาอำเภอต้นแบบร่วมกับสำนัก 1 คือ นครปฐม อุดรธานี และนครพนม ส่วนอีก 2 จังหวัดที่มีความร่วมมืออยู่แล้ว คือ กระบี่ และบุรีรัมย์ อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนชุมชนล้อมรักษ์ระดับจังหวัด จำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนเชิงนโยบาย โดยกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุขต้องร่วมกันกำหนดนโยบายสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนทำงานสอดประสานกัน สร้างกลไกป้องกันและแก้ปัญหาโดยใช้ชุมชนเป็นฐานอย่างเป็นระบบ และทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทั้งหน่วยงานรัฐและชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถลดปัจจัยเสี่ยงได้อย่างแท้จริง

ด้าน นพ.ชาญชัย ธงพานิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น กล่าวว่า ปัจจุบันมีการเปิดมินิธัญญารักษ์แล้วกว่า 400 แห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ขอนแก่นมีประมาณ 3-4 แห่ง ทำหน้าที่รับดูแลผู้ป่วยระยะกึ่งวิกฤต หรือผู้ที่ผ่านภาวะฉุกเฉินจากโรงพยาบาลชุมชนแล้ว อาการดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถกลับบ้านได้ และยังต้องการการติดตาม จึงส่งต่อไปยังโรงพยาบาลชุมชนที่เปิดมินิธัญญารักษ์ เพื่อให้โรงพยาบาลที่ดูแลก่อนหน้านี้มีพื้นที่รองรับผู้ป่วยรายอื่นต่อไป

นพ.ชาญชัยยืนยันว่า มินิธัญญารักษ์ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับศูนย์พักคอย เพราะตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด จะมีหน่วยบริการสำหรับดูแลผู้ป่วยยาเสพติด 4 ประเภท ได้แก่ ศูนย์คัดกรอง ซึ่งอยู่ตาม รพ.สต. หรือหน่วยที่จัดตั้งขึ้น, สถานพยาบาลที่ดูแลโดยพยาบาลและแพทย์เพื่อทำการบำบัดฟื้นฟู, สถานฟื้นฟู เช่น มินิธัญญารักษ์ ที่ทำหน้าที่ฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยไม่มีการให้ยาหรือทำหัตถการต่าง ๆ และศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคม ซึ่งทำหน้าที่ติดตามและช่วยเหลือหลังจากคนไข้ผ่านการฟื้นฟูในสถานพยาบาลหรือสถานฟื้นฟูแล้ว เพื่อให้มีงานทำ เรียนได้ และมีที่พักอาศัย ซึ่งซีไอก็คือส่วนนี้

นพ.ชาญชัยกล่าวด้วยว่า จากข้อมูลสถิติตัวเลขทั่วประเทศ ผู้ที่เข้ารับการดูแลในมินิธัญญารักษ์มีแนวโน้มน่ากังวล เพราะอายุน้อยลงเรื่อย ๆ เดิมทีผู้เข้ารับการบำบัดส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานตอนกลาง หรือประมาณ 30-40 ปี ก่อนจะค่อย ๆ ลดลงมาอยู่ที่ราว 22-23 ปี ซึ่งเป็นช่วงใกล้จบมหาวิทยาลัย และยังพบว่ากลุ่มเด็กเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“ฉะนั้นเรากังวลว่า ไม่ว่าจะเป็นวัยทำงานตอนต้น หากใช้ยาแล้วไม่ได้รับการดูแล อนาคตเขาจะเป็นแรงงานที่อาจมีปัญหา รวมถึงเด็กรุ่นถัดมา หากไม่จัดการก็จะมีปัญหา ดังนั้น สสส.จึงมีกระบวนการส่งเสริมป้องกัน” นพ.ชาญชัยกล่าว

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์

Leave a Response

ใส่ความเห็น

เรื่องล่าสุด