ป้าดากางหลักฐานปมที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ชี้ตาเฮียงเขียนเงื่อนไขสร้างวัดเสร็จจึงโอนที่ดิน

IMG_3925

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 12 สิงหาคม 2569 ป้าดา หลานสาวของตาเฮียง พิมพ์ศรี ผู้ถือเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดินซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการตั้งวัดป่าอดุลยาราม เดินทางมาพบผู้สื่อข่าวที่ขอนแก่น พร้อมคณะและเอกสารเกี่ยวกับที่ดินแปลง 21 ไร่ โดยยืนยันว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินตกแก่ทายาทภายหลังตาเฮียงเสียชีวิตในปี 2534 พร้อมนำหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัดมาแสดง โดยระบุว่าตาเฮียงเขียนเงื่อนไขด้วยลายมือเกี่ยวกับการสร้างและตั้งวัดก่อนจัดการโอนที่ดินให้แก่วัด

ป้าดาเดินทางมาพบผู้สื่อข่าวตามนัด ภายหลังโฟนอินในรายการโหนกระแสเสร็จ โดยนำเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับที่ดินแปลง 21 ไร่ที่กำลังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับวัดป่าอดุลยาราม มาเปิดเผยให้ผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักตรวจสอบและบันทึกภาพข้อมูล

ป้าดายังคงยืนยันว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินอยู่ที่ทายาทภายหลังตาเฮียง พิมพ์ศรี ผู้ถือเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เสียชีวิตเมื่อปี 2534 ขณะที่วัดมีการประกาศตั้งวัดแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 35

ป้าดาอ้างสิทธิ์ในฐานะทายาทโดยชอบธรรม โดยระบุว่าเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดินดังกล่าวมีการอัปเดตข้อมูลที่สำนักงานที่ดินเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 และปัจจุบันยังเป็นชื่อของตาเฮียง

นอกจากนี้ ป้าดายังนำหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัดมาแสดง โดยผู้ยกให้ระบุชื่อ นายเฮียง พิมพ์ศรี พร้อมลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ ได้แก่ นายอำเภอเมือง เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเมืองขอนแก่น และพยาน 2 คน

ป้าดาระบุว่า หนังสือสัญญาดังกล่าวมีเงื่อนไขว่า หากสร้างวัดไม่เสร็จจะไม่ยกที่ดินให้ และป้าดามองว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะ เนื่องจากนายเฮียงเสียชีวิตในปี 2534 หลังจากมอบโฉนดเลขที่ 61945 ให้พระครูอดุล เมื่อเดือนกันยายน 2533 ซึ่งในขณะนั้นสถานที่ดังกล่าวยังเป็นที่พักสงฆ์

จากเอกสารที่ผู้สื่อข่าวตรวจสอบ ระบุว่า หนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัดเขียนที่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 14 อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2533 โดยระบุว่า นายเฮียง พิมพ์ศรี อายุ 80 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 14 ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ทำหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัดไว้ต่อนายอำเภอขอนแก่นและเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเมืองขอนแก่น

เนื้อหาในเอกสารระบุว่า นายเฮียงตกลงจะยกที่ดินที่หมู่ 14 บ้านหนองแวง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เนื้อที่ 21 ไร่ 3 งาน 461 ตารางวา ซึ่งมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินตามโฉนดเลขที่ 61945 เล่มที่ 620 หน้า 45 อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น พร้อมระบุแนวเขตไว้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างวัด โดยมีนายเคนเป็นผู้ขออนุญาตจากทางราชการให้สร้างและตั้งเป็นวัด จากนั้นนายเฮียงจะจัดการโอนที่ดินให้แก่วัดภายในเวลาที่นายอำเภอกำหนด โดยข้อความเกี่ยวกับการจัดการโอนที่ดินให้แก่วัดมีการขีดเส้นใต้เน้นไว้

เอกสารยังระบุว่า หากนายเฮียงไม่โอนที่ดินให้แก่วัดตามสัญญา ยอมให้นายอำเภอขอนแก่นและเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเมืองขอนแก่นดำเนินการบังคับฟ้องร้องต่อไป พร้อมมีการลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว

ป้าดายังนำเอกสารหลักฐานในส่วนของฝ่ายทายาทมาแสดงต่อสื่อมวลชน เพื่อยืนยันข้ออ้างเรื่องกรรมสิทธิ์ โดยระบุว่าที่ดินแปลง 21 ไร่ รวมถึงพื้นที่หัวไร่ปลายนาอีก 5 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทโดยชอบธรรม

ส่วนกรณีที่มีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ออกมาให้ข้อมูลว่าวัดมีการตั้งอย่างถูกต้องและมีเอกสารต่าง ๆ นั้น ป้าดาแสดงความเห็นว่าเป็นการร่วมกันทำหลักฐานเท็จ และกล่าวอ้างว่ามีบุคคลที่เรียกว่า “ไอ้โม่ง” คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง โดยอ้างว่าเป็นผู้มีอิทธิพลและเป็น “คนมีสี” แต่ขณะนี้ยังไม่เปิดเผยว่าเป็นใคร พร้อมระบุว่าเร็ว ๆ นี้จะเปิดคลิปให้ผู้สื่อข่าวดูเกี่ยวกับกลุ่มบุคคลที่กล่าวถึง ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นคำกล่าวของป้าดา

สำหรับกรณีนำท่อปูนไปปิดทางเข้า-ออกวัด ป้าดาระบุว่าไม่ได้มีเจตนารังแกพระหรือทำลายวัด แต่เป็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ต่อสู้มายาวนานกว่า 20 ปีในฐานะทายาทโดยชอบธรรม

ป้าดาระบุอีกว่า ขณะนี้ได้ขอออกโฉนดใหม่และอยู่ระหว่างรอขั้นตอนให้ครบ 30 วันในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ส่วนการรื้อหรือทุบสิ่งปลูกสร้างนั้นยังไม่ได้ระบุว่าจะดำเนินการเมื่อใด แต่กล่าวว่าเมื่อได้รับโฉนดอย่างถูกต้องแล้ว จะเข้ารื้อทันทีหากทางวัดไม่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกภายใน 15 วัน ตามที่ได้ติดป้ายประกาศไว้

ส่วนข้อสงสัยว่าการเรียกร้องที่ดินเกิดจากปัจจุบันพื้นที่มีราคาสูงขึ้น มีห้างสรรพสินค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกเกิดขึ้นจำนวนมาก ทำให้มูลค่าที่ดินในบริเวณดังกล่าวเพิ่มขึ้น ป้าดายืนยันว่า การพัฒนาเหล่านี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ตนต่อสู้เรื่องที่ดินมานานกว่า 20 ปี จึงไม่มีส่วนทำให้เกิดการฟ้องร้อง และยืนยันว่าการดำเนินการเป็นเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน

ป้าดาระบุว่า ผู้มีสิทธิ์ต้องมีชื่ออยู่ในโฉนด และเมื่อผู้ถือสิทธิครอบครองเสียชีวิต สิทธิย่อมตกสู่ทายาท พร้อมยืนยันว่าหากได้ที่ดินคืน การรื้อถอนอยู่ในความตั้งใจ ส่วนจะนำพื้นที่ไปทำอะไรเป็นเรื่องภายในครอบครัว เนื่องจากป้าดามองว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของครอบครัวนายเฮียง พิมพ์ศรี

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากได้ที่ดินแล้วนำไปสร้างหรือดำเนินการอย่างอื่นจะกลัวเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติหรือไม่ ป้าดาระบุว่า หากได้ดำเนินการก็คงมีการบอกญาติให้นำออกไป และหากไม่นำออกก็จะรวบรวมไปประกอบพิธีทางศาสนาให้

ภายหลังเปิดเอกสารหลักฐานและแถลงต่อสื่อมวลชน ป้าดายังคงยืนยันว่า กรรมสิทธิ์ในที่ดินตกสู่ทายาทโดยชอบธรรม และขณะนี้การออกโฉนดใหม่อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน 30 วัน พร้อมย้ำจุดยืนว่าเรื่องที่ดินต้องพิจารณาตามกฎหมายและกรรมสิทธิ์ของผู้ถือสิทธิ์

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน

Leave a Response

ใส่ความเห็น

เรื่องล่าสุด