📜 ทนายเผย พระครูอดุลสารนิเทศส่งมอบโฉนดวัดป่าอดุลยาราม หลังเก็บรักษากว่า 30 ปี

📜 ทนายเผย พระครูอดุลสารนิเทศส่งมอบโฉนดวัดป่าอดุลยาราม หลังเก็บรักษากว่า 30 ปี
  • โฉนดเปลี่ยนชื่อเป็นวัดป่าอดุลยารามแล้ว
  • ส่งมอบต้นฉบับให้ พศ.ขอนแก่นเก็บรักษา
  • พระครูฯ เก็บโฉนดมานานกว่า 30 ปี
  • ทนายเผยพระครูฯ โล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก
  • คดีที่เกี่ยวข้องยังอยู่ระหว่างขั้นตอนศาลฎีกา

ชมคลิป

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 16 ก.ย. 2569 ที่บริเวณด้านหน้ากุฎิเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เขตเทศบาลนครขอนแก่น นายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือ “ทนายกระดูกเหล็ก” ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน หลังร่วมดำเนินการเปลี่ยนชื่อในโฉนดที่ดินจากชื่อนายเฮียง พิมพ์ศรี เป็นวัดป่าอดุลยารามเรียบร้อยแล้ว โดยต้นฉบับโฉนดได้ส่งมอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นเป็นผู้เก็บรักษาและดูแลตามระเบียบ

นายอนันต์ชัยกล่าวว่า เจ้าพนักงานที่ดินมีคำสั่งอนุมัติให้โอนที่ดินจากนายเฮียง พิมพ์ศรี เป็นวัดป่าอดุลยารามเรียบร้อยแล้ว ส่วนโฉนดตัวจริงได้มอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นเป็นผู้เก็บรักษาและดูแลตามระเบียบ พร้อมระบุว่ามีหนังสือเป็นพยานหลักฐานยืนยันว่าต้นฉบับโฉนดอยู่ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น จึงขอให้ประชาชนสบายใจ

ด้านนายโกวิทย์ แสงสากล หรือ “ทนายบอย” ทนายความของวัดป่าอดุลยาราม กล่าวว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่โฉนดได้โอนไปเป็นชื่อของวัดโดยถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากพูดคุยกับพระครูอดุลสารนิเทศว่า เมื่อโฉนดเป็นชื่อวัดแล้วจะเก็บรักษาไว้อีก 1–2 วันหรือไม่ พระครูฯ แจ้งว่าขอส่งมอบให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นเป็นผู้เก็บรักษาไว้ทันที

นายโกวิทย์กล่าวว่า พระครูอดุลสารนิเทศเก็บรักษาโฉนดมาประมาณ 30 กว่าปี และท่านนอนไม่หลับเพราะต้นฉบับโฉนดอยู่กับท่าน พร้อมเปรียบความรู้สึกหลังส่งมอบโฉนดว่าเหมือนยกภูเขาออกจากอก เนื่องจากเป็นภาระหนักที่อยู่กับท่านมานาน 30 ปี

นายโกวิทย์ระบุว่า ขณะนี้พระครูฯ รู้สึกโล่งใจ ส่วนการเก็บรักษาโฉนดที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย เมื่อโฉนดโอนเป็นที่ดินของวัดแล้ว สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นเป็นผู้มีหน้าที่เก็บรักษา สำหรับคดีที่เกี่ยวข้องยังอยู่ที่ศาลฎีกา และรอฟังคำสั่งว่าศาลจะรับเรื่องฎีกาของฝ่ายทายาทนายเฮียงหรือไม่

ขณะที่ ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม กล่าวว่า ผลสำเร็จของวัดป่าอดุลยารามถือเป็นคุณูปการต่อการจัดการศาสนสมบัติของวัดทั่วประเทศ โดยหลายวัดในประเทศไทยมีการถวายที่ดินแล้ว แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อในโฉนด แม้กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของวัดตั้งแต่การถวายเป็นที่ธรณีสงฆ์ และสิทธิในการถือกรรมสิทธิ์จะเกิดขึ้นตั้งแต่การถวายเพื่อจัดตั้งวัด

สำหรับกรณีวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งดำเนินการเปลี่ยนชื่อในโฉนดได้สำเร็จ ดร.ประยุทธระบุว่า ในมุมมองของตน ข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่มีความชอบธรรมแล้ว และเชื่อว่า “วัดป่าอดุลยารามโมเดล” จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการที่ดินศาสนสมบัติของวัดทั่วประเทศที่ประสบปัญหาในลักษณะเดียวกัน

ดร.ประยุทธกล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวครอบคลุมทั้งที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งวัดและมีการถวายแล้วแต่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อในโฉนด รวมถึงที่ดินซึ่งเป็นศาสนสมบัติของวัด เช่น ที่ธรณีสงฆ์ที่มีการถวายให้วัดแล้ว แต่ผู้ถวายเสียชีวิตและยังไม่ได้ดำเนินการโอน

ดร.ประยุทธระบุว่า รูปแบบการดำเนินการของวัดป่าอดุลยารามอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแนะนำเป็นแบบอย่าง เพื่อร่วมดำเนินการกับหน่วยงานของรัฐในการแก้ไขปัญหาที่ดินลักษณะเดียวกัน พร้อมกล่าวขอบคุณอธิบดีกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นปฏิบัติราชการแทน และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น รวมถึงการช่วยประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐผ่านประธานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามภัยพุทธศาสนา

ด้าน น.ส.พัณณ์ชิตา ไชยเดช หรือ “ทนายฟ้าใส” กรรมการมูลนิธิทนายกองทัพธรรม กล่าวถึงลำดับการดำเนินคดีว่า ก่อนหน้านี้ได้ออกรายการโหนกระแสและรายการท็อปนิวส์ เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2569 จากนั้นมีการแถลงข่าวที่วัดป่าอดุลยารามว่า หากลุงแหวนไม่มาขอโทษหรือขอขมาพระครูอดุลสารนิเทศภายใน 7 วัน มูลนิธิทนายกองทัพธรรมจะดำเนินการแจ้งความและฟ้องร้องคดี โดยได้ยื่นคำแจ้งความกล่าวโทษไว้เรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม พระครูอดุลสารนิเทศขอให้ทนายยุติเรื่อง โดยต้องการให้อภัยผู้ที่ดูหมิ่นหลวงพ่อ ทางมูลนิธิทนายกองทัพธรรมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นความผิดต่อส่วนตัว หากหลวงพ่อให้อภัยก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

สำหรับข้อหาที่มูลนิธิทนายกองทัพธรรมดูแล มี 2 ข้อหา ได้แก่ การดูหมิ่นคณะสงฆ์ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 44 ตรี และการดูหมิ่นด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393

น.ส.พัณณ์ชิตากล่าวว่า การแจ้งความดำเนินคดีต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ความผิดต่อส่วนตัวและความผิดอาญาแผ่นดิน สำหรับความผิดต่อส่วนตัว เมื่อพระครูอดุลสารนิเทศไม่ติดใจแจ้งความดำเนินคดี มูลนิธิทนายกองทัพธรรมจะไม่ดำเนินการต่อ ตามความประสงค์ของหลวงพ่อ

ส่วนคดีความผิดอาญาแผ่นดินที่ได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว น.ส.พัณณ์ชิตาระบุว่า หากพระครูอดุลสารนิเทศไม่ดำเนินการ อาจมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน จึงต้องแยกให้ชัดเจนว่า ความผิดต่อส่วนตัวสามารถให้อภัยได้ แต่ความผิดอาญาแผ่นดินไม่สามารถให้อภัยได้

กรณีผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าบุกรุกเข้ามาในวัด น.ส.พัณณ์ชิตาระบุว่า มูลนิธิจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะความผิดอาญาแผ่นดินต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย โดยมีการถอดเทปคำพูดเรียบร้อยแล้ว มูลนิธิลงนามเอกสารครบ เตรียมดำเนินคดี และขอเทปรายการโหนกระแสไว้ครบถ้วน แต่เมื่อพระครูอดุลสารนิเทศขอบิณฑบาต มูลนิธิจึงยุติการดำเนินการในส่วนความผิดต่อส่วนตัว

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน

เรื่องล่าสุด