เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 30 ส.ค. 2569 ที่ สภ.เมืองขอนแก่น นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมด้วย ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิ นายโกวิทย์ แสงสากล หรือ “ทนายบอย” ทนายความของวัดป่าอดุลยาราม และทีมกฎหมายมูลนิธิทนายกองทัพธรรม เข้าพบทีมพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีบุกรุกและคดีแจ้งความเท็จที่เกี่ยวเนื่องกับข้อพิพาทวัดป่าอดุลยารามทั้งหมด
นายอนันต์ชัยระบุว่า ในส่วนของ “ป้าดา” มีการออกหมายเรียกครั้งที่ 2 กำหนดให้เข้าพบพนักงานสอบสวนวันที่ 18 ก.ย. 2569 หากยังไม่มาและไม่มีเหตุจำเป็นแจ้งต่อพนักงานสอบสวน จะดำเนินการขอหมายจับตามขั้นตอน พร้อมฝากถึงนายวรเดช หรือ “ธานอส” ให้เข้าขอขมาพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ภายใน 7 วัน โดยกำหนดวันที่ 6 ก.ย. 2569 เป็นวันสุดท้าย

นายอนันต์ชัยกล่าวว่า กรณีนายวรเดชสืบเนื่องจากถ้อยคำที่กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชน ซึ่งฝ่ายวัดเห็นว่าเป็นการดูหมิ่นพระครูอดุลสารนิเทศ คณะสงฆ์ และพระพุทธศาสนา หากนายวรเดชประสงค์เข้าขอขมา ขอให้แจ้งล่วงหน้า เพื่อประสานสื่อมวลชนและจัดพิธีขอขมาอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ให้ทุกฝ่ายรับผิดชอบต่อถ้อยคำและยุติข้อพิพาทระหว่างกัน โดยพระครูอดุลสารนิเทศรับทราบและเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว
หากครบกำหนดแล้วยังไม่เข้าขอขมา นายอนันต์ชัยระบุว่าจะมอบหมายให้นายโกวิทย์ หรือ “ทนายบอย” ทนายความของวัด เข้าแจ้งความดำเนินคดี และเมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้วก็ไม่สามารถยอมความได้
นายอนันต์ชัยกล่าวอีกว่า ขณะนี้ สภ.เมืองขอนแก่น ได้ตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นรับผิดชอบคดีแล้ว โดยมูลนิธิทนายกองทัพธรรมและนายโกวิทย์ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากวัดป่าอดุลยาราม จะเป็นผู้ติดตามและรับผิดชอบงานด้านกฎหมายทั้งหมด
ส่วนคดีที่มีการกล่าวหาว่าแจ้งความเท็จ พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกนางบัวไข ซึ่งเป็นทายาทของนายเฮียง พร้อมพยานอีก 2 ปาก เข้ารับทราบข้อกล่าวหาประมาณต้นเดือน ก.ย. 2569 หลังทั้ง 3 คนให้ข้อมูลยืนยันว่าโฉนดที่ดินอยู่ภายในบ้านก่อนสูญหาย จึงเป็นกลุ่มบุคคลที่ถูกเรียกมาดำเนินการในชั้นนี้อย่างชัดเจน
หากการสอบสวนภายหลังพบว่าป้าบัวไขให้การพาดพิงถึงบุคคลอื่น รวมถึงกรณีที่อาจระบุว่าป้าดาเป็นผู้สั่งการหรือมีส่วนเกี่ยวข้อง พนักงานสอบสวนจะต้องขยายผลต่อไป แต่นายอนันต์ชัยย้ำว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานและยังไม่มีข้อยุติ
สำหรับเหตุการณ์ที่มีการกล่าวหาว่าบุกรุกวัด นายอนันต์ชัยระบุว่า มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 10 คน แต่ขณะนี้สามารถพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้ 7 คน ในกลุ่มที่ปรากฏในเหตุการณ์มีอดีตนายทหารนอกราชการยศพลตรี 1 ราย และบุคคลสวมชุดทหารลายพรางอีกประมาณ 2–3 คน
ผู้ได้รับหมายเรียกครั้งแรกไม่ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามนัดเมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา จึงมีการออกหมายเรียกครั้งที่ 2 โดยในส่วนของป้าดากำหนดให้เข้าพบพนักงานสอบสวนวันที่ 18 ก.ย. 2569 หากยังไม่มาและไม่มีเหตุจำเป็นแจ้งต่อพนักงานสอบสวน จะดำเนินการขอหมายจับตามขั้นตอน
นายอนันต์ชัยระบุว่า แม้โดยหลักพนักงานสอบสวนจะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นขอหมายจับได้ แต่เพื่อความรอบคอบจึงดำเนินการตามขั้นตอนด้วยการออกหมายเรียก 2 ครั้ง หากครั้งที่ 2 ยังไม่มา กระบวนการต่อไปคือการยื่นขออนุมัติหมายจับ
ส่วนกรณีการร่วมกันนำท่อซีเมนต์มาปิดทางเข้า–ออกวัดทั้ง 2 ทาง ไม่ให้บุคคลภายในสัญจรเข้า–ออก นายอนันต์ชัยระบุว่า อาจเข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยร่วมกระทำตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ นายอนันต์ชัยเห็นว่าพนักงานสอบสวนอาจพิจารณาความผิดฐานอั้งยี่หรือซ่องโจรเพิ่มเติม หากพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่ามีการสมคบและวางแผนกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยระบุว่าความผิดฐานอั้งยี่มีอัตราโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี
นายอนันต์ชัยกล่าวว่า จากพยานหลักฐานที่ปรากฏ ผู้เกี่ยวข้องมีโอกาสถูกพิจารณาข้อหาเพิ่มเติมดังกล่าว โดยพยานหลักฐานที่ฝ่ายกฎหมายกล่าวถึงประกอบด้วยภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และพยานบุคคล ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นว่าใครเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ ใครร่วมดำเนินการ และมีบุคคลใดเป็นผู้สั่งการ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าจะแจ้งข้อหาใดเพิ่มเติมเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน
พร้อมฝากถึงป้าดา กลุ่มทายาทนายเฮียง และบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง ให้เข้าพบพนักงานสอบสวนและรับทราบข้อกล่าวหาด้วยความสมัครใจ เนื่องจากหากปล่อยให้มีการออกหมายจับ อาจส่งผลต่อการพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราว เพราะข้อหาที่กล่าวถึงมีอัตราโทษสูง หากผู้ถูกหมายเรียกเข้าพบหรือมอบตัวด้วยตนเอง อาจได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว หรืออาจไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ประกัน ซึ่งเป็นผลดีกว่าการถูกจับกุมตามหมายแล้วไปยื่นขอประกันตัวต่อศาล
นายอนันต์ชัยกล่าวต่อว่า เบื้องต้นมีทนายความหญิงของป้าดา ซึ่งพูดภาษาใต้ ติดต่อแจ้งว่าจะประสานวันเข้าพบพนักงานสอบสวนอีกครั้ง ขณะเดียวกันมีการกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ป้าบัวไขจะประสานมาในวันจันทร์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันวันเข้าพบอย่างชัดเจน
ส่วนคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นายอนันต์ชัยระบุว่า ได้รับทราบว่าตำรวจส่งเรื่องให้ตำรวจภูธรภาค 4 พิจารณาแล้วว่า การกล่าวอ้างถึงฎีกาที่ถวายจะเข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์หรือไม่ ปัจจุบันยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา เนื่องจากต้องรอผลการพิจารณาตามขั้นตอน
ทั้งนี้ หากผู้ถูกหมายเรียกยังไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกครั้งที่ 2 กระบวนการขอหมายจับจะดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนมูลนิธิทนายกองทัพธรรมและทนายความของวัดมีสิทธิติดตามว่าคดีอยู่ในขั้นตอนใด แต่ไม่สามารถก้าวล่วงเนื้อหาการสอบสวน เนื่องจากเป็นสำนวนและความลับของทางราชการ โดยการติดตามทั้งหมดดำเนินการภายหลังวัดป่าอดุลยารามมอบอำนาจให้อย่างถูกต้อง
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน


