“อนันต์ชัย” ให้เวลา “วรเดช” 7 วัน กราบขอขมาพระครูอดุลสารนิเทศ หลังให้สัมภาษณ์พาดพิงเจ้าอาวาสฯ

“อนันต์ชัย” ให้เวลา “วรเดช” 7 วัน กราบขอขมาพระครูอดุลสารนิเทศ หลังให้สัมภาษณ์พาดพิงเจ้าอาวาสฯ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 30 ส.ค. 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม เขตเทศบาลนครขอนแก่น นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม แถลงให้เวลานายวรเดช 7 วัน เข้ากราบขอขมาพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม หลังมองว่าถ้อยคำบางช่วงจากการให้สัมภาษณ์ของนายวรเดชมีลักษณะดูถูก ดูแคลน และด้อยค่าพระสงฆ์ พร้อมระบุว่า หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่เข้าขอขมา จะมอบหมายให้ทนายความเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองขอนแก่น

การแถลงข่าวมีขึ้นภายหลังนายอนันต์ชัย พร้อมด้วย ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิฯ นายโกวิทย์ แสงสากล หรือ “ทนายบอย” ทนายความของวัดป่าอดุลยาราม และทีมงานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม ลงพื้นที่และเข้ากราบนมัสการพระครูอดุลสารนิเทศ โดยมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมารอรับฟังการแถลงข่าวและติดตามความเคลื่อนไหวบริเวณหน้ากุฏิเจ้าอาวาสจนเต็มพื้นที่

นายอนันต์ชัย กล่าวว่า คำให้สัมภาษณ์ของนายวรเดชบางช่วงมีการกล่าวถึงพระครูอดุลสารนิเทศว่า “มันไม่ได้เป็นพระครู ไม่ได้เป็นเจ้าอาวาส” ซึ่งทีมกฎหมายมองว่าเป็นถ้อยคำไม่สมควร มีลักษณะดูถูก ดูแคลน และด้อยค่าพระสงฆ์ โดยเฉพาะการใช้คำว่า “มัน” กล่าวถึงเจ้าอาวาสฯ

นายอนันต์ชัยระบุว่า ตนเองกับมหาหมีได้หารือกันแล้วและต้องการให้โอกาสนายวรเดช 7 วัน เพื่อเข้าขอขมาหลวงพ่อ เนื่องจากเห็นว่าสิ่งที่พูดไปไม่สมควร พร้อมระบุว่า พระครูอดุลสารนิเทศเป็นพระมาตั้งแต่ปี 2525 และควรได้รับความเคารพบูชา ไม่ใช่ถูกดูถูก ดูแคลน หรือด้อยค่า

นายอนันต์ชัย กล่าวว่า หากนายวรเดชเข้ากราบขอขมาพระครูอดุลสารนิเทศภายในกำหนด มูลนิธิจะไม่ดำเนินการใด ๆ แต่หากพ้น 7 วันแล้วยังไม่มา จะมอบหมายให้นายโกวิทย์เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองขอนแก่น เนื่องจากทีมกฎหมายได้ถอดเทปและรวบรวมถ้อยคำที่เกี่ยวข้องไว้ทั้งหมดแล้ว

นายอนันต์ชัยระบุว่า ทีมกฎหมายมองว่าถ้อยคำบางส่วนอาจมีลักษณะหมิ่นเหม่ต่อการดูหมิ่นคณะสงฆ์ ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และอาจเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 พร้อมเตือนว่า หากมีการดำเนินคดีในข้อหาที่ไม่สามารถยอมความได้ เรื่องจะมีความรุนแรงและสร้างความยุ่งยากตามมา จึงฝากถึงญาติพี่น้องและเพื่อนของนายวรเดชให้ช่วยแจ้งและประสานเข้ากราบขอขมาภายในกำหนด

นายอนันต์ชัยกล่าวต่อว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานที่ดิน และกรมที่ดิน ได้ชี้แจงถึงสถานะของวัดว่าเป็นวัดโดยชอบด้วยกฎหมาย อีกทั้งมีหลักฐานการตั้งวัด ตราตั้ง การขออนุญาต และประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรยุติได้แล้ว

นอกจากนี้ นายอนันต์ชัยยังฝากถึงทายาทนายเฮียง พิมพ์ศรี โดยขออนุโมทนาบุญกับทายาททุกคนที่ไม่ขัดข้องต่อการถวายที่ดินให้วัด ส่วนผู้ที่ยังเชื่อว่าที่ดินเป็นของทายาท ขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้รอบคอบ พร้อมเรียกร้องให้เข้าขอขมาพระครูอดุลสารนิเทศ และดำเนินการโอนที่ดินให้ถูกต้อง

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน

เรื่องล่าสุด