เปิดภาพอดีตวัดป่าอดุลยาราม ย้อนเส้นทางบิณฑบาตผ่านป่าผีหลอก-ทางเกวียน ชวนช่วยกันรักษาความสะอาด

75E54A6F-8934-4EF1-9AE2-B11AF428C3CE

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 29 พ.ย. 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม เขตเทศบาลนครขอนแก่น พระอาจารย์ศตวรรษ กตุสีโร พระลูกวัดวัดป่าอดุลยาราม พาสื่อมวลชนชมกุฏิพระและหอพระเก่า พร้อมภาพถ่ายในอดีตเมื่อครั้งมาจำพรรษาที่วัดเมื่อปี 2536 หรือ 33 ปีที่แล้ว รวมถึงภาพขณะเดินบิณฑบาตจากบริเวณประตูหน้าวัดฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยขอนแก่น ผ่านเส้นทางที่ในอดีตเป็นทางเกวียน ป่าช้า และ “ป่าผีหลอก” ไปยังชุมชนหนองแวงและมหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมขอให้ญาติโยมที่เข้ามาภายในวัดช่วยกันรักษาความสะอาด

พระอาจารย์ศตวรรษระบุว่า บริเวณประตูหน้าวัดตรงข้ามมหาวิทยาลัยขอนแก่น ปัจจุบันเป็นประตูโขงของวัด ซึ่งป้าดาและพวกนำท่อระบายน้ำและปูนมาเทปิดกั้น โดยเดิมบริเวณดังกล่าวเป็นทางเกวียน ป่าช้า และวัดที่มีมาตั้งแต่อดีต รวมถึงเป็นเส้นทางบิณฑบาตจากวัดไปยังชุมชนหนองแวงและมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งขณะนั้นเป็นทางเกวียน ป่าผีหลอก และวัดที่มีมาตั้งแต่อดีตแล้ว

พระอาจารย์ศตวรรษ กตุสีโร กล่าวว่า เมื่อปี 2536 ได้มาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ 1 พรรษา หรือ 3 เดือน ในช่วงเข้าพรรษา ตอนนั้นศาลาการเปรียญหลังใหม่ยังไม่มี มีเพียงศาลาที่กำลังนั่งพูดคุยกันในปัจจุบันและศาลาไม้เก่า พระยังต้องโยกน้ำบาดาลใช้กันอยู่ ส่วนสภาพทั่วไปของวัดเป็นป่า

ขณะนั้นพ่อของพระอาจารย์ศตวรรษเคารพนับถือหลวงพ่อสุพัฒน์ หรือท่านเจ้าอาวาสรูปแรกและรูปปัจจุบัน โดยโยมพ่อนับถือกันแบบพี่ชายน้องชาย พระอาจารย์ศตวรรษจึงเรียกท่านว่า “หลวงอา” และมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ โดยพักอยู่ที่กุฏิเก่า ส่วนหิ้งพระที่ตั้งอยู่เมื่อ 30 ปีก่อนก็มีอยู่แล้วและยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน

พระอาจารย์ศตวรรษเล่าถึงบรรยากาศเมื่อหลายสิบปีก่อนว่า วัดมีความเงียบมาก คนเก่าคนแก่ในชุมชนมาจำพรรษาที่วัดและนอนกันเต็มกุฏิ นอกจากนี้ยังมีนักศึกษามาฟังสวดมนต์ทำวัตร และมายืนเกาะกำแพงไม้ขณะสวดมนต์ โดยในช่วงนั้นมีคนเข้าวัดจำนวนมาก

กุฏิแห่งนี้มีมาตั้งแต่ตั้งวัดจนถึงปัจจุบัน หลังจากพระอาจารย์ศตวรรษบวชทดแทนบุญคุณบิดาและจำพรรษาที่วัดครบ 3 เดือน ได้ลาสิกขา ก่อนกลับมาบวชพระอีกครั้ง และในปีนี้เข้าสู่ปีที่ 6 ที่จำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ โดยยังคงจำภาพในอดีตได้ทั้งหมด

ภายในวัดยังมีกุฏิหลังสีขาว ซึ่งเดิมเป็นห้องสมุด โดยช่วงที่จำพรรษา 3 เดือน พระอาจารย์ศตวรรษนอนที่กุฏิหลังเก่าแห่งนี้ทุกวันและนอนหน้าหิ้งพระ ขณะที่พระพุทธรูปเก่าแก่ในปี 2511 ก็ประดิษฐานมาจนถึงปัจจุบัน และในปี 2520 มีองค์พระประธานที่ได้รับการถวายจากญาติโยมเพิ่มขึ้น ปัจจุบันได้นิมนต์จากกุฏิเก่าที่ไม่มีพระอยู่แล้ว โดยหลวงพ่อนำมาไว้ที่กุฏิแห่งนี้ ซึ่งพระอาจารย์ศตวรรษระบุว่ายังจำเรื่องราวทั้งหมดได้แม่น

พระอาจารย์ศตวรรษกล่าวต่อว่า เมรุเดิมเป็นกองฟอน เผากันตามธรรมชาติ โดยยังจำภาพทั้งหมดได้ และช่วงนั้นยังคง “กลัวพี่” ตามข้อความที่ระบุไว้ พร้อมกล่าวถึงคนเก่าคนแก่ในอดีตที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรม และตั้งคำถามว่า สิ่งที่บอกว่าเป็นของป้าดาหรือของทายาทของตาเฮียง มีอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง ขณะที่สิ่งของของวัดยังมีอยู่ครบ

พระอาจารย์ศตวรรษกล่าวว่า วัดมีความร่มรื่นและสมถะ หลวงพ่อชอบความสงบและต้องการคงไว้ซึ่งผืนป่าแห่งนี้ แม้หลายคนจะมาขอสร้างพญานาคหรือพญาครุฑ แต่ท่านไม่รับและไม่เอา โดยในช่วงแรกบรรยากาศอาจน่ากลัว แต่เมื่อจำพรรษานานขึ้นก็เป็นไปตามที่หลวงพ่อต้องการ คือมีป่าไม้ ต้นไม้ และความร่มรื่น คงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา

สำหรับประเด็นความสะอาดภายในวัด พระอาจารย์ศตวรรษระบุว่า หากมีผู้กล่าวว่าวัดรก มีหมาหรือไก่เขี่ยสิ่งของจำนวนมาก ต้องเข้าใจว่าพระเป็นผู้ช่วยกันทำความสะอาด บางครั้งพระกวาดและกองรวมไว้ใต้ต้นไม้หรือบริเวณที่เหมาะสม แต่ไก่ก็มาคุ้ยเขี่ย จึงไม่ควรกล่าวว่าพระเป็นผู้ทิ้งหรือพระไม่ทำความสะอาด

นอกจากนี้ หลายครอบครัวเดินทางมาทำบุญถวายให้บรรพบุรุษที่อยู่ภายในวัด ตามสถานที่เก็บอัฐิหรือตามธาตุต่าง ๆ บางครั้งนำสิ่งของมาวางเรียงไว้ เมื่อไหว้เสร็จก็เดินทางกลับโดยไม่ได้เก็บสิ่งของกลับไป ทำให้หมาเข้ามาเขี่ยหรือกิน โดยเฉพาะช่วงบุญข้าวสาก ช่วงออกพรรษา และบุญสงกรานต์ ซึ่งมีสิ่งของจำนวนมาก เมื่อญาติโยมไหว้เสร็จและเดินทางกลับ สิ่งของที่เหลือพระต้องช่วยกันเก็บ หากเก็บไม่ทันก็มีผู้กล่าวว่าวัดรกและไม่สะอาด

พระอาจารย์ศตวรรษจึงขอให้ญาติโยมที่เดินทางเข้ามาภายในวัดช่วยกันรักษาความสะอาดด้วย

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน

เรื่องล่าสุด