ชมคลิป
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 30 สิงหาคม 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม เขตเทศบาลนครขอนแก่น คุณเกรซ ชาวกรุงเทพมหานคร ย่านเทเวศร์ เดินทางมาถวายพัดลม ไม้กวาด และที่ตักขยะแด่พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม พร้อมนำเสื้อที่ออกแบบเอง มีข้อความว่า “ไม่ได้เป็นลูกหลานตาเฮียง แต่อยากให้ตาเฮียงสมปรารถนา” มาแสดงต่อผู้สื่อข่าว โดยจัดทำเพียง 10 ตัว และตั้งใจเก็บไว้ 1 ตัวเพื่อมอบให้นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรมโดยเฉพาะ

คุณเกรซย้ำมุมมองต่อข้อพิพาทที่ดินว่า จุดเริ่มต้นที่ควรพิจารณาคือเจตนาของผู้ถวายที่ดิน โดยกล่าวว่า “กระดุมเม็ดแรกคือตาเฮียงถวายวัดค่ะ ไม่ใช่กระดุมเม็ดแรกเรื่องชื่ออะไรไม่ตรงโฉนด เรื่องนั้นดิฉันไม่รู้ แต่เจตนาคือตาเฮียงต้องการเอาที่ดินผืนนี้ถวายวัด” พร้อมมองว่าการที่ฝ่ายญาติของนายเฮียงตั้งทีมทนายความและที่ปรึกษาเพื่อเรียกร้องสิทธิในที่ดินเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ข้อพิพาทควรให้สังคมและกระบวนการกฎหมายเป็นผู้พิจารณา
ก่อนเริ่มการแถลงข่าวของมูลนิธิทนายกองทัพธรรม คุณเกรซได้นำสิ่งของมาถวายพระครูอดุลสารนิเทศ โดยเจ้าอาวาสออกมารับสิ่งของด้วยตนเอง ก่อนให้พรและประพรมน้ำมนต์แก่ผู้ที่นำสิ่งของมาถวาย
คุณเกรซเปิดเผยว่า เดินทางออกจากกรุงเทพฯ มาตั้งแต่วันก่อนและเข้าพักที่โรงแรม เพื่อรอมาถวายสิ่งของและให้กำลังใจในวันนี้ หลังได้ยินข่าวกล่าวถึงสภาพภายในวัดว่ารกและสกปรก จึงโทรศัพท์สอบถามทางวัดว่าต้องการสิ่งใดบ้าง และได้รับคำตอบว่าต้องการไม้กวาดกับพัดลม จึงจัดเตรียมมาถวาย
พร้อมกันนี้ คุณเกรซกล่าวอวยพรผู้ที่เดินทางมาให้กำลังใจวัดว่า ทุกคนที่มีใจศรัทธาและเข้ามาทำบุญย่อมได้รับบุญ ขอให้ทุกคนมีความเจริญ มีอนาคตก้าวหน้า ไม่ประสบความลำบาก และใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย

เมื่อถูกถามถึงกรณีฝ่ายญาติของนายเฮียงตั้งทีมทนายความและที่ปรึกษา พร้อมเดินหน้าเรียกร้องสิทธิในที่ดินต่อไป คุณเกรซมองว่าเป็นเรื่องปกติของผู้ที่ต้องการใช้สิทธิของตนเอง แต่ข้อพิพาทควรปล่อยให้สังคมและกระบวนการกฎหมายเป็นผู้พิจารณา โดยตนเดินทางมาในฐานะพุทธมามกะ ซึ่งหมายถึงผู้ปฏิญาณตนยึดถือและบูชาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
คุณเกรซยังกล่าวในลักษณะเชิญชวนให้ “คุณดา” เดินทางมาที่วัด โดยระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในพื้นที่จำนวนมาก พร้อมกล่าวถึงมุมมองต่อข้อพิพาทว่า ตาเฮียงเสียชีวิตและไปเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์แล้ว และตั้งคำถามแทนผู้ล่วงลับว่า เหตุใดลูกหลานจึงต้องการนำวัดกลับคืน ทั้งที่เจตนาเดิมคือต้องการถวายที่ดินให้วัด
คุณเกรซระบุว่า การติดตามรายการโหนกระแส ซึ่งดำเนินรายการโดยหนุ่ม กรรชัย ทำให้ตัดสินใจเดินทางจากกรุงเทพฯ มาขอนแก่น พร้อมมองว่าการตั้งทีมทนายความของฝ่ายทายาทเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ถ้อยคำต่าง ๆ ที่ถูกกล่าวต่อสาธารณะย่อมมีตำรวจ ศาล และประชาชนรับฟังและจดจำ
นอกจากนี้ คุณเกรซกล่าวให้กำลังใจหนุ่ม กรรชัย โดยมองว่าการไม่โต้ตอบทันทีเป็นวิธีรับมืออีกรูปแบบหนึ่ง คือเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายพูดสิ่งที่ต้องการ ขณะที่ชาวบ้านทั่วไปอาจไม่มีโอกาสส่งเสียงต่อสาธารณะ ตนจึงออกมาเป็นตัวแทนสะท้อนว่า สิ่งที่คุณดาพูดอาจถูกใจตัวเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะถูกใจหรือเป็นที่ยอมรับของชาวพุทธทุกคน
ในมุมความเชื่อ คุณเกรซระบุว่า แต่ละคนย่อมได้รับผลจากสิ่งที่ตนกระทำ ส่วนเรื่องบาปไม่ขอเป็นผู้ตัดสิน และควรปล่อยให้สังคมกับกฎหมายเป็นผู้จัดการ อย่างน้อยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนเดินทางมารวมตัวให้กำลังใจพระครูอดุลสารนิเทศ พร้อมกล่าวว่า “ขอบคุณดานะคะที่เอาปูนมาเท ทำให้วัดดังไปเลย ถ้าไม่เทปูนวันนั้นก็ไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มาแอบเทปูน ทุกคนก็คงไม่ได้มารวมตัวเป็น Avengers กันวันนี้”
ส่วน “หลักฐานเด็ด” ที่อีกฝ่ายกล่าวถึง คุณเกรซระบุว่า ติดตามรายการหลายครั้งและตั้งใจรอดูทุกวัน แต่เมื่อดูประมาณ 15 นาทีก็ปิด เพราะเห็นว่าเป็นการนำวิดีโอเดิมมาเปิดซ้ำ จึงตั้งคำถามว่า “หลักฐานเด็ดกี่โมง” พร้อมแสดงความเห็นว่าไม่มีข้อมูลใดที่ตนมองว่าเป็นหลักฐานเด็ด และกล่าวว่า “เด็ดคือดาอย่างเดียว กับ Avengers และ Thanos นั่นคือเด็ดมาก”
คุณเกรซมองว่า เหตุการณ์นี้เป็นสีสันที่สะท้อนว่าสังคมมีคนหลายประเภท เช่นเดียวกับหลักคำสอนเรื่องบัวหลายเหล่า ซึ่งประชาชนต้องพิจารณากันเองว่าใครอยู่ในโคลนตม ใครพ้นน้ำแล้ว โดยตนไม่สามารถชี้ว่าใครดีหรือไม่ดี
พร้อมกันนี้ยังกล่าวชื่นชมนายอนันต์ชัย และ ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม หลังติดตามรายการโหนกระแสเมื่อวันศุกร์ โดยมองว่ามหาหมีมีความรู้เชิงวิชาการ สามารถถ่ายทอดข้อมูลทางประวัติศาสตร์และเรียบเรียงลำดับเรื่องได้ดี
ระหว่างให้สัมภาษณ์ คุณเกรซใช้สำนวน “สีซอให้ควายฟัง” พร้อมย้ำว่าไม่ใช่ถ้อยคำของหนุ่ม กรรชัย โดยต้องการสื่อว่าข้อมูลทางวิชาการบางส่วนอาจเข้าใจได้ยาก แต่สิ่งที่มหาหมีชี้แจงไม่ได้กล่าวขึ้นจากลมปากหรือกล่าวอย่างเลื่อนลอย พร้อมระบุว่า “มหาหมีไม่มีข้อมูลเด็ด มหาหมีมีแต่ข้อมูลจริง เรื่องจริง พูดจริง และประวัติศาสตร์ที่ทำจริง พวกเราเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์สังคม ต้องใช้กฎของสังคม ไม่ใช่กฎส่วนตัว และไม่ควรทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว”
คุณเกรซยังนำเสื้อซึ่งมีข้อความว่า “ไม่ได้เป็นลูกหลานตาเฮียง แต่อยากให้ตาเฮียงสมปรารถนา” มาแสดงต่อผู้สื่อข่าว โดยระบุว่าจัดทำขึ้นเพียง 10 ตัว บางส่วนแจกให้ผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว และตั้งใจเก็บไว้ 1 ตัวเพื่อมอบให้ทนายอนันต์ชัยโดยเฉพาะ
ช่วงท้าย คุณเกรซกล่าวถึงกรณีที่คุณดายังไม่มาตามหมายเรียก โดยระบุว่ามีการออกหมายเรียกครั้งที่ 2 แล้ว พร้อมพูดเชิงหยอกล้อตามความฝันว่า ตาเฮียงต้องการไปออกรายการโหนกระแสและอยากโฟนอินถึงหนุ่ม กรรชัย โดยคำถามแรกที่ตาเฮียงฝากมาคือ “มันเป็นใคร กูไม่รู้จัก”
ภายหลังการถวายสิ่งของ นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมด้วย ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิฯ นายโกวิทย์ แสงสากล หรือ “ทนายบอย” ทนายความของวัดป่าอดุลยาราม และทีมงานมูลนิธิฯ ได้เริ่มการแถลงข่าวต่อประชาชนและสื่อมวลชน
นายอนันต์ชัยกล่าวถึงความผูกพันกับจังหวัดขอนแก่นว่า บิดาของตนเกิดที่บ้านศิลา บริเวณเลยค่ายศรีพัชรินทร์ไป ปู่เป็นชาวจังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนมารดาเป็นชาวจังหวัดสงขลา จึงถือว่าตนเป็นคนสองภาค อีกทั้งเคยเข้าศึกษาที่โรงเรียนสงเคราะห์นิยมวิทยา และยังมีญาติอาศัยอยู่ในจังหวัดขอนแก่นจนถึงปัจจุบัน พร้อมกล่าวว่า “เท่ากับว่าผมก็เป็นลูกหลานชาวขอนแก่นเหมือนกัน วันนี้ดีใจที่ได้มารับใช้บ้านของคุณพ่อ” ท่ามกลางเสียงฮือฮาและเสียงตอบรับจากประชาชนที่มาร่วมฟังการแถลงข่าว
นายอนันต์ชัยกล่าวว่า แนวคิดก่อตั้งมูลนิธิเกิดขึ้นตั้งแต่กรณีหลวงปู่แสง ญาณวโร โดยตนในฐานะ “ทนายกระดูกเหล็ก” เข้าให้ความช่วยเหลือจนภารกิจสำเร็จ ก่อนเริ่มก่อตั้งมูลนิธิเมื่อวันวิสาขบูชา วันที่ 15 พฤษภาคม 2565 และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในเวลาต่อมา
นายอนันต์ชัยระบุว่า มูลนิธิให้ความช่วยเหลือวัดวาอารามโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายและไม่เคยขอรับเงินบริจาค หากมีบุคคลใดอ้างชื่อมูลนิธิเพื่อขอรับบริจาค ขอให้เข้าใจว่าไม่ใช่การดำเนินการของมูลนิธิ โดยทีมงานออกค่าใช้จ่ายจากกระเป๋าของตนเอง และมีบริษัทกฎหมายสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปช่วยเหลือสถานที่ต่าง ๆ
สำหรับกรณีที่ดินวัดป่าอดุลยาราม มูลนิธิได้จัดทำหนังสือแสดงความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับแนวทางโอนที่ดิน เพื่อเสนอให้อธิบดีกรมที่ดินพิจารณา โดยมีกำหนดดำเนินการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569
เอกสารดังกล่าวจัดทำขึ้นเมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน หลังการประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการศาสนา ซึ่งมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น และหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดเข้าร่วมประชุม
ที่ประชุมขอให้มูลนิธิจัดทำความเห็นทางกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีความซับซ้อน และเกรงว่าหน่วยงานผู้พิจารณาอาจตรวจสอบรายละเอียดไม่ครบถ้วน จึงเป็นที่มาของการจัดทำเอกสารฉบับดังกล่าว
หนังสือครอบคลุมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และกฎกระทรวง รวมถึงเงื่อนไขการโอนที่ดินโดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาท ตามความเห็นทางกฎหมายของมูลนิธิ การถวายที่ดินเพื่อสร้างวัดมีผลนับตั้งแต่ผู้ถวายเปล่งวาจาหรือทำหนังสือแสดงเจตนา ที่ดินจึงตกเป็นทรัพย์สมบัติของแผ่นดินเพื่อใช้สร้างวัดและไม่สามารถเปลี่ยนเจตนาได้ เมื่อสร้างวัดเสร็จ ได้รับอนุญาตตั้งวัด และมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างถูกต้องแล้ว จึงไม่มีเหตุผลให้นำที่ดินกลับคืน
ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว นายอนันต์ชัยได้นำหนังสือแสดงความเห็นทางกฎหมายฉบับดังกล่าวมอบให้นายโกวิทย์ แสงสากล หรือ “ทนายบอย” ทนายความประจำวัดป่าอดุลยาราม รับไปดำเนินการยื่นต่ออธิบดีกรมที่ดินตามขั้นตอนในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อเสนอแนวทางโอนที่ดินเป็นชื่อวัดป่าอดุลยารามต่อไป


