ขอนแก่น อดีต ผอ.พศ. ชี้สัญญายกที่ดินสร้างวัดคล้ายพินัยกรรม เจ้าอาวาสยืนยันโฉนดตัวจริงยังอยู่

ขอนแก่น อดีต ผอ.พศ. ชี้สัญญายกที่ดินสร้างวัดคล้ายพินัยกรรม เจ้าอาวาสยืนยันโฉนดตัวจริงยังอยู่

ชมคลิป

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ เลขที่ 350 หมู่ 16 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ผู้สื่อข่าวยังคงติดตามกรณีพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม หลังฝ่ายทายาทของเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งเสียชีวิตแล้วเรียกร้องขอที่ดินคืน โดยอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นให้ความเห็นว่า หนังสือสัญญาที่ฝ่ายทายาทนำมาอ้างมีลักษณะคล้ายพินัยกรรม เป็นเอกสารที่จัดทำเพื่อให้ดำเนินการสร้างวัดตามเจตนารมณ์ของเจ้าของที่ดิน และป้องกันปัญหาทายาทเรียกที่ดินคืนภายหลัง ขณะที่เจ้าอาวาสยืนยันว่าโฉนดที่ดินตัวจริงยังอยู่ในสถานที่ปลอดภัย แต่ไม่สามารถเปิดเผยสถานที่เก็บได้ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกขโมย

ฝ่ายทายาทให้เหตุผลว่า การยกที่ดินไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่นายเฮียง พิมพ์ศรี เขียนไว้ด้วยลายมือว่า หากก่อสร้างวัดไม่แล้วเสร็จจะไม่ยกที่ดินให้ ขณะที่นายเฮียงเสียชีวิตในเวลาต่อมาไม่นาน โดยฝ่ายทายาทเห็นว่า ขณะนั้นวัดยังไม่มีการก่อสร้าง จึงถือว่าการให้เป็นโมฆะนับตั้งแต่นายเฮียงเสียชีวิตในปี 2534

เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามกล่าวว่า หากมีทนายความเข้ามาช่วยดำเนินการก็ยินดี เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมาย หลังศาลมีคำตัดสินในช่วงปี 2555–2556 ท่านเข้าใจว่า เมื่อศาลตัดสินให้วัดชนะแล้ว คดีก็ถือว่าสิ้นสุดลง ประกอบกับอยู่ในสมณเพศบรรพชิต จึงไม่มีความรู้ด้านขั้นตอนทางกฎหมาย

เจ้าอาวาสมองว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ข้อพิพาทยืดเยื้อเกิดจากไม่มีผู้ให้คำแนะนำ หากมีผู้แนะนำตั้งแต่แรกคงดำเนินการทุกอย่างให้เรียบร้อยไปนานแล้ว แต่เรื่องกลับค้างต่อเนื่องมาถึงปี 2557 เมื่อนางบัวไข ศรสมุทร ลูกสาวคนที่ 4 ของนายเฮียง อ้างฐานะทายาทและยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก ก่อนเกิดการฟ้องร้องขึ้นใหม่

คดีครั้งหลังเริ่มจากการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนนิติกรรม ก่อนมีการโอนคดีมาพิจารณาที่ศาลแพ่ง โดยเป็นการฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเป็นจำเลยหลัก ไม่ได้ฟ้องวัดป่าอดุลยารามโดยตรง ส่งผลให้วัดเป็นจำเลยร่วมที่ 2 ขณะที่เทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ เป็นจำเลยร่วมที่ 1 แตกต่างจากคดีแรกที่ถึงที่สุดไปแล้ว

เจ้าอาวาสกล่าวถึงการพิจารณาของศาลแพ่งชั้นต้นว่า มีการพิจารณาประเด็นเจตนาของนายเฮียง พิมพ์ศรี ในการอุทิศที่ดิน โดยยืนยันว่า การถวายที่ดินไม่ได้เกิดขึ้นเพียงคำพูด แต่มีโฉนดที่ดินประกอบ และมีพระเพยเป็นผู้รับการถวาย ถือเป็นการอุทิศที่ดิน พร้อมกับมีการจัดผ้าป่าเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2533

สำหรับภาพถ่ายขณะมีการมอบโฉนด ซึ่งอีกฝ่ายระบุว่าเป็นเพียงการนำโฉนดมาแสดงและไม่ได้ส่งมอบจริงนั้น เจ้าอาวาสกล่าวว่า เป็นสิทธิของอีกฝ่ายที่จะให้ข้อมูล แต่ตามข้อเท็จจริง หากวัดไม่ได้รับโฉนดที่ดินก็ไม่สามารถดำเนินการขอประกาศตั้งวัดได้ เนื่องจากการจัดตั้งวัดให้สมบูรณ์ต้องมีโฉนดที่ดินที่ถวายให้วัด หากไม่มีโฉนดก็ไม่สามารถมีบ้านเลขที่ได้

อย่างไรก็ตาม วัดป่าอดุลยารามมีบ้านเลขที่ชัดเจน คือเลขที่ 350 หมู่ 16 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เจ้าอาวาสจึงเห็นว่า ใครจะกล่าวอย่างไรก็เป็นสิทธิของบุคคลนั้น ทางวัดไม่ขอโต้เถียง

เจ้าอาวาสยืนยันว่า โฉนดที่ดินตัวจริงยังอยู่และถูกเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัย แต่ไม่สามารถเปิดเผยว่าอยู่ที่ใด รวมทั้งไม่สามารถนำออกมาแสดงต่อสาธารณะได้ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกขโมย

เจ้าอาวาสระบุว่า ราคาประเมินที่ดินบริเวณดังกล่าวอยู่ที่งานละ 15 ล้านบาท หรือไร่ละ 60 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก ปัจจุบันที่ดินมีเนื้อที่ทั้งหมด 27 ไร่ หากคำนวณในอัตราไร่ละ 60 ล้านบาท จะมีมูลค่ารวมประมาณ 1,620 ล้านบาท พร้อมกล่าวว่า ที่ดินมูลค่าสูงดังกล่าวคือสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการและต่อสู้เพื่อให้ได้มา

ส่วนข้อสงสัยว่า เหตุใดการถวายโฉนดในปี 2533 ขณะที่นายเฮียงเสียชีวิตในปี 2534 แต่วัดได้รับการประกาศตั้งในปี 2541 จึงไม่ถือว่าการให้เป็นโมฆะนั้น เจ้าอาวาสอธิบายว่า ตามกฎหมายต้องเดินหน้ากระบวนการก่อสร้างวัดต่อ จึงจะสามารถขอประกาศตั้งวัดได้

การถวายโฉนดของนายเฮียงไม่ได้เป็นเพียงการมอบที่ดิน แต่ต้องมีการจัดทำแผนผังและแผนที่ ระบุตำแหน่งเสนาสนะต่าง ๆ ว่าจะตั้งอยู่บริเวณใดของพื้นที่ ทั้งเมรุเผาศพ ศาลาการเปรียญ หอระฆัง และกุฏิพระสงฆ์ เมื่อกำหนดตำแหน่งแล้วจึงยื่นขออนุญาตสร้างวัด และขออนุญาตจากกรมการศาสนาในขณะนั้น

แม้นายเฮียงจะเสียชีวิต ทำให้ยังไม่ได้โอนเปลี่ยนชื่อในโฉนด แต่กระบวนการจัดตั้งวัดยังต้องดำเนินต่อไปตามกฎหมาย กระทั่งปี 2535 ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด โดยนายเคน และในปี 2541 ได้รับการประกาศตั้งวัด โดยนายขอม

เจ้าอาวาสยืนยันว่า ไม่ใช่เมื่อถวายที่ดินแล้วจะไม่มีการดำเนินการก่อสร้าง เพราะมีการสร้างวัดจนแล้วเสร็จและได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดในพระพุทธศาสนาผ่านกระทรวงศึกษาธิการ ใช้ชื่อว่า “วัดป่าอดุลยาราม”

หลังได้รับประกาศตั้งวัดแล้ว ทางวัดนำเอกสารไปดำเนินการขอเลขที่และจัดทำสำมะโนครัววัด จนได้รับบ้านเลขที่ 350 หมู่ 16 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จากนั้นพระสงฆ์ทุกรูปภายในวัดต้องไปจัดทำบัตรประชาชนพระสงฆ์ จึงเป็นที่มาของกระบวนการก่อสร้างและประกาศตั้งวัดแล้วเสร็จในปี 2541

เจ้าอาวาสกล่าวอีกว่า วัดป่าอดุลยารามมีนโยบายรักษาธรรมชาติและไม่มีนโยบายเน้นการก่อสร้างวัตถุ แต่ภายในวัดมีศาลาการเปรียญ เมรุเผาศพ 2 หลัง ศาลาพักศพ หอระฆัง และกุฏิพระสงฆ์เกือบ 20 หลัง เพื่อให้พระสงฆ์อยู่อาศัย ซึ่งเห็นว่าเพียงพอแล้วและไม่ต้องการทำลายระบบนิเวศ

กรณีอีกฝ่ายวิจารณ์ว่าวัดสกปรก เจ้าอาวาสตั้งคำถามว่า หากวัดสกปรกและไม่สะอาด เหตุใดจึงยังต้องการที่ดินคืน พร้อมยืนยันว่าท่านใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างเรียบง่าย ไม่ชอบวัตถุ แม้มีผู้นำเครื่องปรับอากาศมาติดตั้งให้ก็ไม่รับ และใช้ที่นอนเพียงอันเดียว

ส่วนเงื่อนไขเกี่ยวกับการสร้างเสนาสนะนั้น เจ้าอาวาสยืนยันว่า ทางวัดมีเสนาสนะครบถ้วนตามเงื่อนไขการสร้างวัดแล้ว แต่สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการให้สร้างเพิ่มเติมคือโบสถ์หรือพระอุโบสถ ซึ่งทางวัดเริ่มก่อสร้างและทำได้เพียงฐานลักษณะวงกลม ก่อนต้องหยุดก่อสร้างเนื่องจากไม่มีเงิน โดยระบุว่าวัดเป็นวัดยากจน จึงไม่มีงบประมาณนำมาก่อสร้างต่อ แม้อีกฝ่ายต้องการให้สร้างก็ตาม

ระหว่างที่ผู้สื่อข่าวติดตามสถานการณ์ ได้พบกับอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเดินทางมาพบเจ้าอาวาสพอดี และให้สัมภาษณ์ว่า หนังสือสัญญาฉบับที่ฝ่ายทายาทนำมาอ้างมีลักษณะคล้ายพินัยกรรม เนื่องจากเจ้าของทรัพย์แสดงวัตถุประสงค์ว่าจะมอบที่ดินให้ใช้สร้างวัด เมื่อเจ้าของเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ผู้เกี่ยวข้องยิ่งต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามเจตนารมณ์ที่ระบุไว้

อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นอธิบายว่า หนังสือสัญญาดังกล่าวมีลายมือชื่อนายอำเภอและเจ้าพนักงานที่ดินลงนามเป็นพยานตามกฎหมาย แม้เจ้าของที่ดินจะเสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังต้องดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของผู้เสียชีวิต

เหตุผลที่ต้องจัดทำหนังสือสัญญาไว้ล่วงหน้า ก็เพื่อป้องกันปัญหาหลายกรณี เช่น เจ้าของที่ดินเสียชีวิตระหว่างที่มีการดำเนินการสร้างวัดอย่างถูกต้องแล้ว ซึ่งอาจทำให้เกิดผู้เสียหายจากกระบวนการที่ค้างอยู่ รวมถึงป้องกันกรณีญาติหรือทายาทต้องการเรียกที่ดินคืนภายหลัง จึงต้องมีหนังสือสัญญาไว้เป็นเครื่องคุ้มครอง

ก่อนจะจัดทำหนังสือสัญญาได้ ต้องผ่านการตรวจสอบหลายขั้นตอน เริ่มจากเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอตรวจสอบว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ใด ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และเจ้าของได้ที่ดินมาโดยชอบธรรมหรือไม่ หากได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายจึงสามารถอุทิศที่ดินผืนนั้นเพื่อสร้างวัดได้ แต่หากที่ดินมีคดีอยู่ในศาลหรือติดจำนอง ก็ไม่สามารถนำมาดำเนินการสร้างวัดได้เช่นเดียวกัน

อดีต ผอ.พศ.ขอนแก่น ให้ความเห็นว่า เมื่อได้รับหนังสือสัญญาฉบับนี้แล้ว ถือว่าการมอบที่ดินสำเร็จ แม้เจ้าของที่ดินจะเสียชีวิตหลังจัดทำหนังสือเพียงหนึ่งวัน ก็ยังต้องดำเนินการสร้างวัดต่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้เสียชีวิต

หลักการดังกล่าวเป็นไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2507 ข้อ 2 ว่าด้วยเจ้าของกรรมสิทธิ์ หากเป็นโฉนดที่ดินจะถือเป็นกรรมสิทธิ์ แต่หากไม่ใช่โฉนด เช่น น.ส.3 จะถือเป็นสิทธิครอบครอง โดยเจ้าของต้องทำสัญญายกที่ดินให้สร้างวัด เพื่อป้องกันการบิดพลิ้วในภายหลัง และเมื่อได้รับการตั้งเป็นวัดโดยถูกต้องตามกฎหมายแล้ว วัดจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล

กรณีที่ฝ่ายทายาทนำหนังสือดังกล่าวมาอ้างว่า เป็นเงื่อนไขที่นายเฮียงเขียนด้วยลายมือว่า หากสร้างวัดไม่เสร็จจะไม่ยกที่ดินให้ และถือว่าการยกที่ดินเป็นโมฆะตั้งแต่นายเฮียงเสียชีวิตนั้น อดีต ผอ.พศ.ขอนแก่น เห็นว่า ไม่สามารถนำมาอ้างในลักษณะดังกล่าวได้ เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่วัด รวมถึงญาติโยมที่ร่วมทำบุญและบริจาคเงินก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ภายในวัด

ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีหนังสือสัญญายกที่ดินให้สร้างวัดไว้ก่อน เปรียบเสมือนพินัยกรรมที่ป้องกันไม่ให้มีการกลับคำหรือถูกทายาทเรียกที่ดินคืนภายหลังเจ้าของทรัพย์เสียชีวิต ซึ่งอดีต ผอ.พศ.ขอนแก่น ระบุว่า เป็นเจตนารมณ์ของกฎกระทรวง หมวดที่ 1 การสร้างวัด ข้อ 2 ที่กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนและต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ

อดีต ผอ.พศ.ขอนแก่น กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายดังกล่าวถูกตราขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ทายาทกลับมาเรียกร้องกรรมสิทธิ์ภายหลังเจ้าของกรรมสิทธิ์เสียชีวิต และป้องกันไม่ให้มีการนำที่วัดกลับคืนไป

อดีต ผอ.พศ.ขอนแก่น ยังกล่าวว่า ต้องการให้ความรู้จากประสบการณ์ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการและมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายคณะสงฆ์ พร้อมเรียกร้องให้ชาวพุทธออกมาร่วมปกป้องและคุ้มครองพระพุทธศาสนาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 67

แนวทางสำคัญในการปกป้องและคุ้มครองพระพุทธศาสนาในปัจจุบัน คือทุกฝ่ายต้องร่วมกันดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่วัด เพราะเมื่อวัดมีโฉนด โฉนดจะเป็นหลักฐานสำคัญในการปกป้องคุ้มครองที่ดินของวัด

นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งปัจจุบันใช้ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2561 มาตรา 35 กำหนดว่า “ที่วัด” ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ดังนั้น เมื่อพื้นที่มีสถานะเป็นที่วัดแล้ว แม้มีคำพิพากษาออกมาว่าวัดเป็นฝ่ายแพ้ ก็ไม่สามารถนำที่วัดไปบังคับคดีได้ ตามความเห็นของอดีต ผอ.พศ.ขอนแก่น

อดีต ผอ.พศ.ขอนแก่น ยกกรณีวัดร่มโพธิ์ธรรมเป็นตัวอย่าง พร้อมย้ำว่า ที่วัดไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี จึงไม่สามารถนำวัดไปบังคับคดีได้ และฝากให้ชาวพุทธร่วมกันปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน

เรื่องล่าสุด