ขอนแก่น – ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ออกหมายเรียก “ป้าดา” หรือ น.ส.ชมมณี หรือดา น้อยจันทร์ อายุ 62 ปี ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาบุกรุก หลังตรวจสอบคลิปวิดีโอและสอบสวนพยาน ซึ่งยืนยันว่าอยู่ร่วมในเหตุการณ์ปิดทางเข้า–ออกวัดป่าอดุลยาราม เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 พร้อมเตรียมออกหมายเรียกผู้ร่วมเหตุอีกประมาณ 5–6 คน ขณะที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นระบุว่า คำขอออกใบแทนโฉนดที่อ้างว่าโฉนดสูญหายอาจเข้าลักษณะเป็นการแจ้งเท็จ หากพิสูจน์ได้ว่าผู้ยื่นคำขอรู้อยู่แล้วว่าโฉนดไม่ได้สูญหาย
เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 13 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น ถึงความคืบหน้าการออกหมายเรียก “ป้าดา” หรือ น.ส.ชมมณี หรือดา น้อยจันทร์ อายุ 62 ปี อยู่บ้านเลขที่ 255/151 ซอยพิบูลอุปถัมป์ แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีบุกรุก
พ.ต.อ.ยศวัจน์ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้ตรวจสอบหลักฐานจากคลิปวิดีโอที่พลเมืองดีบันทึกไว้ ขณะมีกลุ่มบุคคลดำเนินการปิดทางเข้า–ออกวัดป่าอดุลยาราม ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น เมื่อช่วงกลางวันวันที่ 10 สิงหาคม 2569
จากหลักฐานในคลิป ประกอบกับการสอบสวนพยานที่เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ ต่างยืนยันตรงกันว่า ป้าดาเป็นหนึ่งในบุคคลที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ และภายในคลิปที่พลเมืองดีบันทึกไว้ปรากฏภาพป้าดาอยู่ด้วย พนักงานสอบสวนจึงออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาในข้อหาบุกรุก
ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น ระบุว่า แม้ป้าดาจะไม่ได้เข้ามากระทำการภายในวัด แต่พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองพื้นที่ของวัดอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ตำรวจยังทราบชื่อและที่อยู่ของบุคคลที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์อีกประมาณ 5–6 คน รวมทั้งทราบที่มาของรถปูนและบุคคลที่นำท่อมาลงแล้ว โดยจะออกหมายเรียกบุคคลเหล่านี้มาสอบสวนและรับทราบข้อกล่าวหาเช่นกัน
ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 15.30 น. วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ซึ่งชี้แจงกรณีกลุ่มทายาทยื่นคำขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โดยระบุว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏอาจเข้าลักษณะเป็นการแจ้งเท็จ แต่จะมีความผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ยื่นคำขอและผลการสอบสวนของพนักงานสอบสวน
นายพงษ์สุวัจน์ กล่าวว่า กลุ่มทายาทผู้จัดการมรดกฝ่ายนางบัวไขได้ยื่นคำขอออกใบแทนโฉนด โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินสูญหาย พร้อมนำพยานรับรอง 2 คนมายืนยันตามระเบียบว่าโฉนดสูญหายจริง และนำใบแจ้งความมาใช้เป็นเอกสารประกอบคำขอ แต่ภายหลังจากไปออกรายการโหนกระแส กลับระบุว่าโฉนดอยู่กับพระหรืออยู่กับเจ้าอาวาส จึงเท่ากับว่าโฉนดไม่ได้สูญหาย
“หากเป็นเช่นนี้ถือว่าเป็นการแจ้งเท็จ เพราะมีการให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ตามอำนาจหน้าที่ก็จะต้องมีการแจ้งความดำเนินคดีฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ส่วนจะผิดหรือไม่ต้องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนต่อไป หากนางบัวไขเข้าใจว่าโฉนดหายจริง ก็ถือว่าไม่มีเจตนา แต่ถ้ารู้อยู่แล้วว่าไม่ได้หายแล้วยังมาแจ้ง ก็จะเข้าข่ายแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน” นายพงษ์สุวัจน์ กล่าว
เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นกล่าวอีกว่า ผู้เสียหายในกรณีนี้อาจมี 3 ส่วน ได้แก่ เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นผู้รับถ้อยคำ เจ้าพนักงานตำรวจซึ่งรับแจ้งความว่าโฉนดสูญหาย และวัดซึ่งเป็นผู้มีสิทธิตามคำพิพากษา เนื่องจากผู้ยื่นคำขออ้างว่าโฉนดสูญหาย ทั้งที่ข้อเท็จจริงระบุว่าโฉนดอยู่กับเจ้าอาวาส
สำหรับการแจ้งความดำเนินคดีฐานแจ้งความเท็จ สำนักงานที่ดินต้องรอให้เจ้าอาวาสนำโฉนดตัวจริงมาแสดงและยื่นคัดค้านก่อน เนื่องจากขณะนี้กระบวนการรับคำขอออกใบแทนยังไม่ได้ออกใบแทน และอยู่ระหว่างการประกาศเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโต้แย้งหรือคัดค้าน
หากเจ้าอาวาสนำโฉนดมาแสดงต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดิน และตรวจสอบได้ว่าเป็นโฉนดตัวจริงซึ่งไม่ได้สูญหาย เจ้าพนักงานที่ดินจะสั่งยกเลิกคำขอออกใบแทน เนื่องจากการออกใบแทนทำได้เฉพาะกรณีโฉนดสูญหายหรือชำรุดเท่านั้น เมื่อโฉนดไม่ได้สูญหายจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกใบแทนได้ จากนั้นจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้รับเรื่องสอบสวนและรับคำขอออกใบแทนไปแจ้งความดำเนินคดีต่อไป
ส่วนการขอเปลี่ยนชื่อในโฉนดและการโอนกรรมสิทธิ์ ขณะนี้สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นยังไม่ได้รับการติดต่อจากฝ่ายวัด ทราบเพียงว่าทนายความจะเข้ามาดำเนินการในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 14 สิงหาคม 2569
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นความเห็นต่างระหว่างสำนักงานที่ดินกับทนายความฝ่ายวัด โดยทนายความฝ่ายวัดเห็นว่า กฎกระทรวงได้ยกเลิกหลักเกณฑ์ดังกล่าว และวัดสามารถนำคำพิพากษาเดิมของศาลฎีกามาใช้ดำเนินการโอนได้ทันที แต่ในขั้นตอนตามกฎหมายที่ดินยังไม่สามารถดำเนินการโอนได้ทันที เพราะต้องเสนอเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอนุญาตตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นไม่ตรงกันและต้องทำความเข้าใจกันต่อไป
นายพงษ์สุวัจน์ อธิบายว่า มาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแบ่งหลักเกณฑ์ออกเป็น 2 กรณี คือ หากวัดวาอารามได้มาซึ่งที่ดินก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และมีเนื้อที่ไม่เกิน 50 ไร่ ไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่หากมีเนื้อที่เกิน 50 ไร่ ต้องขออนุญาต
ส่วนกรณีที่วัดได้มาซึ่งที่ดินภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินมีผลบังคับใช้แล้ว หรือหลังปี พ.ศ. 2497 ไม่ว่าที่ดินจะมีเนื้อที่ถึง 50 ไร่หรือไม่ถึง 50 ไร่ ก็ต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปัจจุบันรัฐมนตรีได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการแทน โดยเจ้าพนักงานที่ดินเห็นว่าทนายความฝ่ายวัดยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในประเด็นดังกล่าว
เบื้องต้น หากฝ่ายวัดเข้ามาดำเนินการในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นจะรับคำขอไว้ก่อน หากทั้งสองฝ่ายยังยืนยันความเห็นที่ไม่ตรงกัน สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นจะทำหนังสือหารือไปยังกรมที่ดินส่วนกลาง
ส่วนคำขอออกใบแทน หากฝ่ายวัดยื่นคัดค้านและนำโฉนดตัวจริงมาแสดงจนยืนยันได้ว่าโฉนดไม่ได้สูญหาย สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นสามารถยกเลิกคำขอออกใบแทนได้ทันที ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ให้วัดจะรับคำขอไว้และพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกรมที่ดินต่อไป
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน


