“บิ๊กโจ๊ก” ติดตามแก้ปัญหาหนี้นอกระบบในขอนแก่น หลังแก๊งเงินกู้บุกทุบบ้านทวงเงิน พร้อมสั่งทุกสภ.ตรวจสอบคนที่ทำการแจกใบปลิวเชิญชวนกู้เงิน

บิ๊กโจ๊ก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหาเงินกู้นอกระบบในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น หลังขยายผลจับกุมแก๊งเงินกู้นอกระบบบุกบ้านลูกหนี้ทุบกระจกเขียนข้อความด่าได้รับความเสียหาย พร้อมขยายผลเส้นทางการเงินจับกุมถึงนายทุนใหญ่ชาวจ.ราชบุรี

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 21 ก.พ.2565 ที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ยรรยง เวชโอสถ ผบช.ภ.4 สอบถาม 2 ผู้ต้องหาแก๊งเงินกู้หนี้นอกระบบหลังก่อเหตุบุกบ้านลูกหนี้และทำลายบ้านลูกหนี้โดยนำก้อนหินทุบกระจกหน้าต่างและประตูบ้านลูกหนี้จนได้รับความเสียหาย ซึ่งผู้ต้องหารับปากว่าจะเลิกทำอาชีพนี้ ก่อนที่ทางบิ๊กโจ๊กและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายนายจะลงพื้นที่ ให้กำลังใจ นางศุภัทรษร อาสาสะนา อายุ 54 ปี ชาวบ้านหนองกุง หมู่ 1 ต.หนองกุง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น และรับฟังปัญหาจากชาวบ้าน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการทวงหนี้นอกระบบ

หลังจากที่นางศุภัทรษร เข้าแจ้งความกับตำรวจภูธรน้ำพอง ว่าถูกกลุ่มชายฉกรรจ์ 3 คน ซึ่งเป็นแก๊งทวงหนี้เงินกู้นอกระบบ เข้าไปก่อเหตุใช้ก้อนหินขนาดใหญ่ทุบกระจกหน้าต่างและประตูเข้าออกร้านตัดแต่งขนสุนัขบริเวณหน้าบ้านแตกเป็นรูกว้างเกือบ 1 เมตร รวม 4 จุด มูลค่าความเสียหายรวม 30,000 บาท เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เพื่อทำการทวงเงินจากนางศุภัทรษร โดยเงินต้นจำนวน 5,000 บาท และดอกเบี้ยวันละ 100 บาท ซึ่งพบว่าดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวนั้นเก็บเกินอัตรากฎหมายกำหนดถึงร้อยละ 60 บาท ต่อเดือน กระทั่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้ในเวลาต่อมา และได้มีการไกล่เกลี่ยชำระหนี้ทั้งหมดพร้อมกับค่าเสียหาย 30,000 บาท และค่าทำขวัญอีกจำนวน 20,000 บาท ก่อนจะควบคุมผู้ต้องหาส่งฟ้องศาลดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน, ทำให้เสียทรัพย์, ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด, ทวงถามหนี้โดยใช้ความรุนแรง (พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 มาตรา 11), ประกอบสินเชื่อธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำให้ผู้อื่นตกใจหรือกลัวโดยการขู่เข็ญ ซึ่งนางศุภัทรษรได้นำดอกไม้มาขอบคุณบิ๊กโจ๊กและกล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ได้ให้การช่วยเหลือ และจะไม่ไปกู้หนี้นอกระบบอีก

ด้าน นางหมุน อายุ 63 ปี แม่ค้าส้มตำในพื้นที่อ.น้ำพอง เดินทางมาเพื่อร้องเรียนกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยเหลือหลังถูกแก๊งเงินกู้ข่มขู่และจ่ายเงินต้นและดอกไปแต่ต้นไม่ลด โดยนางหมุนให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองเป็นหนี้นอกระบบกับนายทุนจำนวน 13 เจ้า เป็นคนละเจ้ากับนางศุภัทรษณ ซึ่งได้ทำการจ่ายดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นรวมวันละ 4,300 บาท จ่ายมานานกว่า 7 เดือนแล้วแต่ต้นไม่ลด อีกทั้งยังถูกข่มขู่หลายอย่าง ใช้วิธีหมุนเงินมาจ่ายหนี้เป็นหนี้ไม่จบไม่สิ้น จึงอยากจะขอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยในเรื่องนี้ เพราะตนเองคิดว่าจ่ายเงินมานานถึง 7 เดือนแล้ว เงินต้นที่เป็นหนี้ควรจะหมดไปได้แล้ว

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผช.ผบ.ตร. กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพูดคุยเพื่อให้กำลังใจกับผู้ที่ถูกกระทำจากลุ่มนายทุนเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยเกินจริง ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลนั้นพบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ขอนแก่น เป็นกลุ่มนายทุน จาก อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ที่มีการจัดการสาขาและทำการโอนเงินให้กับผู้ร่วมขบวนการ รายละ 50,000-60,000 บาท ทำการปล่อยกู้ให้กับชาวบ้าน และคิดอัตราดอกเบี้ยกับชาวบ้านร้อยละ 2 บาทต่อวัน หรือตกเดือนละร้อยละ 60 ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายชัดเจน

“กลุ่มนายทุนในระดับพื้นที่จะมาบอกชาวบ้านว่าคิดดอกเบี้ยร้อยละ 2 แต่เมื่อทำสัญญากู้เงินแล้ว กลับคิดดอกเบี้ยร้อยละ 60 ต่อเดือน ซึ่งถือว่าสูงมาก ขณะที่ประชาชนที่ตัดสินใจกู้เงินนอกระบบเนื่องเดือดร้อนจากสภาพเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องใช้บริการนอกระบบ แต่ไม่ได้มีการศึกษาหรืออ่านเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้อง อย่างไรก็ตามขณะนี้ศูนย์ปราบปรามนายทุนเงินกู้นอกระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เน้นย้ำให้กับ สภ.ทุกจังหวัดในภาคอีสานตรวจสอบเส้นทางเงินของนายทุน ตรวจสอบภาษีย้อนหลังและตรวจสอบด้วยว่าการให้กู้เงินเข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่ เพราะนอกจากจะจับกุมตัวแล้วจะมีการใช้มาตรการยึดทรัพย์และมาตรการด้านภาษีเอาผิดอย่างจริงจังด้วย”

ผช.ผบ.ตร. กล่าวต่ออีกว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทุก สภ. จะต้องตรวจสอบข้อมูลบริษัทฯหรือกลุ่มบุคคลใด ที่ทำการแจกใบปลิวเชิญชวนกู้เงิน ในรูปแบบต่างๆ หากพบว่ามีการแจกใบปลิวตามที่ใดๆ หรือการติดประกาศตามจุดใด ทุกใบที่พบจะต้องมีการตรวจสอบ ว่ามีใบอนุญาตให้กู้ตามกฎหมายหรือไม่ และให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเข้มงวดทันที ขณะที่ลูกหนี้ที่ทำการกู้ยืมเงินมาหากต้องการความช่วยเหลือหรือเจรจาร่วมทุกฝ่ายก็ขอให้ติดต่อประสานงานกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนและกระบวนการเจรจาและบูรณาการร่วมทุกฝ่ายอย่างถูกต้องตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้กำหนดไว ในส่วนของการฟ้องกลับของนายทุนเงินกู้นั้น ในแต่ละจังหวัด ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละท้องที่จะมีศูนย์ปราบปรามแก๊งเงินกู้หนี้นอกระบบอยู่ โดยบูรณาการร่วมกับทางอำเภอและทางจังหวัด เมื่อมีการฟ้องกลับโดยอาศัยสัญญาที่ไม่เป็นธรรม สามารถเข้ามาปรึกษาทางตำรวจได้ โดยจะมีตำรวจให้คำแนะนำในด้านกฎหมายและอำนวยความสะดวก โดยสัญญาที่ไม่เป็นธรรมนั้น หากนายทุนเงินกู้นำไปฟ้องกลับก็ไม่มีทางชนะอย่างแน่นอน

Leave a Response

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง