การเติบโตของขอนแก่นจะมีความหมายต่อประชาชนมากเพียงใด ไม่ได้วัดจากจำนวนตึกสูงหรือโครงการก่อสร้างเท่านั้น แต่ต้องตอบให้ได้ว่า คนในบ้านไผ่ ชุมแพ เมืองพล และชุมชนโดยรอบ จะมีงานที่เหมาะสม เดินทางสะดวก เข้าถึงการรักษาพยาบาล และทำธุรกิจของตนเองได้ดีขึ้นอย่างไร
ทั้งสามพื้นที่ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ บ้านไผ่เป็นจุดเชื่อมโครงการรถไฟสายใหม่ ชุมแพและพลมีประสบการณ์จัดเครือข่ายบริการทางการแพทย์ ส่วนเมืองพลและพื้นที่อำเภอพลมีฐานการผลิตและจำหน่ายอาหารท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้คือกิจกรรมที่มีหลักฐานอยู่แล้ว และสามารถนำมาตั้งคำถามต่อได้ว่า การพัฒนาเมืองรอบใหม่จะช่วยต่อยอดสิ่งที่คนในพื้นที่ทำอยู่ หรือสร้างโอกาสที่พวกเขาเข้าถึงได้ยากกว่าเดิม บ้านไผ่-นครพนม
จุดเชื่อมกับข่าวผังประเทศอยู่ตรงที่ ผังนโยบายระดับประเทศ พ.ศ. 2569–2580 วางขอนแก่นเป็นหนึ่งใน 8 เมืองศูนย์กลางหลักระดับภาค และกำหนดชุมแพ เมืองพล และบ้านไผ่ อยู่ในกลุ่มยกระดับเป็นเมืองศูนย์กลางหลัก หรือ City ตามกรอบปี 2580 แต่บทบาทบนกระดาษยังต้องแปลงเป็นบริการและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ประชาชนใช้ประโยชน์ได้จริง
เมื่อมองจากโครงการ งานวิจัย และกิจกรรมในพื้นที่ ประเด็นที่น่าจับตาจึงไม่ใช่เพียง “เมืองไหนได้สถานะอะไร” แต่เป็น “เมืองแต่ละแห่งจะช่วยให้คนอยู่และทำมาหากินได้ดีขึ้นอย่างไร”
บ้านไผ่: มีทางรถไฟแล้ว จะทำให้รายได้อยู่ในเมืองได้อย่างไร
บ้านไผ่เป็นกรณีที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างพื้นฐานได้ชัด โครงการรถไฟสายบ้านไผ่–นครพนม สัญญาที่ 1 ช่วงบ้านไผ่–หนองพอก ระยะทาง 177.50 กิโลเมตร มีจุดเริ่มต้นเชื่อมกับรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ–ขอนแก่น ที่อำเภอบ้านไผ่ ก่อนผ่านมหาสารคามและร้อยเอ็ด เป็นการต่อโครงข่ายใหม่เข้ากับเส้นทางเดิม ไม่ใช่เพียงสร้างสถานีเพิ่มขึ้นอย่างโดดเดี่ยว บ้านไผ่-นครพนม
เว็บไซต์โครงการรายงานความก้าวหน้า ณ วันที่ 27 กันยายน 2569 ที่ 63.371% โดยตัวเลขนี้เป็นของสัญญาที่ 1 เท่านั้น ไม่ใช่ความก้าวหน้าตลอดสายถึงนครพนม ส่วนหน้ารายละเอียดโครงการระบุวันสิ้นสุดสัญญา 1 พฤศจิกายน 2572 ซึ่งไม่ควรนำไปใช้แทนวันเปิดเดินรถที่ยืนยันแล้ว บ้านไผ่-นครพนม
แต่คำถามทางเศรษฐกิจที่สำคัญกว่าความยาวราง คือธุรกิจท้องถิ่นจะเข้าไปอยู่ตรงไหนในระบบขนส่งใหม่นี้
ในเชิงวิเคราะห์ การมีสินค้าผ่านเมืองกับการสร้างรายได้ให้เมืองเป็นคนละเรื่องกัน หากกิจกรรมในพื้นที่มีเพียงการขนสินค้าผ่านไป มูลค่าที่ตกอยู่กับผู้ประกอบการท้องถิ่นอาจจำกัดอยู่แค่บางบริการ แต่หากมีการรวบรวม คัดแยก บรรจุ แปรรูป หรือจัดการคำสั่งซื้อในพื้นที่ ก็มีโอกาสเกิดงานหลายประเภทก่อนสินค้าจะขึ้นรถไฟ
สำหรับบ้านไผ่ ประเด็นที่ควรพิจารณาจึงรวมถึงความพร้อมของผู้ประกอบการขนส่งรายย่อย การรวมปริมาณสินค้าจากผู้ผลิตหลายราย และการเชื่อมต่อระหว่างแหล่งผลิตกับจุดขนถ่าย ไม่ใช่มองเฉพาะตัวสถานี
ตัวอย่างเช่น เกษตรกรรายหนึ่งอาจมีผลผลิตไม่มากพอจะจัดการขนส่งทางรางด้วยตนเอง แต่การรวมสินค้าผ่านสหกรณ์หรือผู้รวบรวมอาจทำให้ใช้ประโยชน์จากระบบได้ ทั้งนี้ ต้องประเมินต้นทุนจริง ปริมาณสินค้า ตารางบริการ และค่าใช้จ่ายในการขนส่งต่อเนื่อง ไม่ใช่สรุปว่ารถไฟจะถูกกว่าสำหรับสินค้าทุกประเภทเสมอ
นี่คือโจทย์ที่ต้องเตรียมไปพร้อมกับงานก่อสร้าง เพราะเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเสร็จแล้ว ผู้ประกอบการไม่ได้มีทักษะ เงินทุน หรือเครือข่ายลูกค้าเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ
ชุมแพ–พล: ความเป็นศูนย์กลางอาจอยู่ที่ระบบบริการ ไม่ใช่ขนาดอาคาร
อีกมุมหนึ่งของการพัฒนาเมืองอยู่ในเรื่องที่ใกล้ตัวกว่าระบบขนส่งสินค้า นั่นคือการเข้าถึงบริการสุขภาพ
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการสาธารณสุข ปี 2562 บันทึกการจัดระบบส่งต่อสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยมีโรงพยาบาลชุมแพและโรงพยาบาลพลเป็นหน่วยรับส่งต่อ และมีโรงพยาบาลชุมชนเข้าร่วม 9 แห่ง ผลการดำเนินงานช่วงพฤษภาคม 2559–มิถุนายน 2560 พบว่ามูลค่าค่าบริการลดลง 919,461 บาท หรือ 34.35% เมื่อเปรียบเทียบกับการคิดตามอัตราค่าบริการส่งต่อเดิมในปี 2557 Thai DJ
ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลของโครงการในช่วงเวลาที่ศึกษา ไม่ใช่ยอดประหยัดล่าสุดของปี 2569 และไม่ใช่เงินที่ลดจากกระเป๋าผู้ป่วยโดยตรง แต่เป็นหลักฐานว่า การจัดเครือข่ายระหว่างโรงพยาบาลสามารถสร้างประโยชน์ได้โดยไม่จำเป็นต้องให้ทุกแห่งลงทุนทำทุกอย่างเหมือนกัน Thai DJ
ชุมแพยังมีอีกตัวอย่างที่เชื่อมโรงพยาบาลกลับไปถึงบ้าน งานวิจัยเรื่องการพัฒนาศูนย์การดูแลต่อเนื่องผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เครือข่ายอำเภอชุมแพ ซึ่งเผยแพร่ในปี 2566 รายงานการทำงานร่วมกันของโรงพยาบาล หน่วยบริการสุขภาพในชุมชน และทีมสหวิชาชีพ โดยมีผู้ป่วยได้รับการเยี่ยมบ้านจากทีมสหวิชาชีพ 141 รายในการศึกษานั้น Thai-Journal Online
สองกรณีนี้ช่วยเปลี่ยนคำถามเรื่องเมืองศูนย์กลาง จาก “จะสร้างโรงพยาบาลเพิ่มอีกกี่อาคาร” เป็น “จะทำให้ระบบบริการเชื่อมถึงประชาชนได้ดีขึ้นอย่างไร”
หากนำมาคิดต่อในระดับการพัฒนาเมือง สิ่งที่ควรติดตามคือ คนไข้ได้รับบริการที่เหมาะสมใกล้บ้านขึ้นหรือไม่ การส่งต่อข้อมูลต่อเนื่องเพียงใด และครอบครัวต้องเสียเวลาเดินทางหรือหยุดงานเพื่อพาผู้ป่วยไปรับบริการมากน้อยแค่ไหน
ผลประโยชน์เหล่านี้ต้องวัดเพิ่มเติม ไม่อาจนำตัวเลขประหยัดค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการไปแทนภาระทั้งหมดของครอบครัว แต่เป็นทิศทางการตั้งคำถามที่ทำให้การพัฒนาเมืองผูกกับชีวิตคน มากกว่าผูกกับจำนวนสิ่งก่อสร้าง
เมืองพล: เศรษฐกิจใหม่อาจเริ่มจากของดีที่มีอยู่แล้ว
เมื่อพูดถึงการยกระดับเมือง ภาพที่ถูกนึกถึงมักเป็นโรงงานขนาดใหญ่ ศูนย์การค้า หรืออาคารสำนักงาน แต่สำหรับเมืองพล อีกจุดตั้งต้นที่ไม่ควรมองข้ามคือเศรษฐกิจอาหารท้องถิ่น
สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่นเผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 ว่า “หม่ำเมืองพล” เชื่อมโยงกับย่านการค้าริมถนนมิตรภาพที่ผ่านอำเภอพล มีทั้งแหล่งผลิตและร้านจำหน่าย และเป็นสินค้าท้องถิ่นที่ผู้เดินทางซื้อเป็นของฝาก ทั้งนี้ พื้นที่การผลิตและจำหน่ายดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเขตเทศบาลเมืองเมืองพลเท่านั้น สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น
มุมที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงจะขายหม่ำเพิ่มได้เท่าไร แต่คือผู้ประกอบการอาหารท้องถิ่นจะเข้าถึงความรู้และบริการที่ช่วยพัฒนาสินค้าได้อย่างไร
ในจังหวัดเดียวกัน อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีโรงงานต้นแบบเกษตรและอาหาร และบริการของ The Next Food Center ซึ่งข้อมูลที่เผยแพร่ในปี 2567 ระบุถึงการให้คำปรึกษาด้านการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และบริการเครื่องมือวิทยาศาสตร์ sciencepark.kku.ac.th
ต่อมา ในงานวันเกษตรภาคอีสานเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 อุทยานวิทยาศาสตร์ฯ ยังจัดพื้นที่ให้คำปรึกษาและรับโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการเบื้องต้น แสดงให้เห็นช่องทางการเชื่อมระหว่างองค์ความรู้กับภาคธุรกิจที่มีการดำเนินงานจริง sciencepark.kku.ac.th
ข้อเสนอที่ต่อยอดจากข้อมูลเหล่านี้ คือการทำให้ผู้ผลิตอาหารในเมืองพลและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าถึงบริการพัฒนาคุณภาพ การตรวจทดสอบ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการวางแผนตลาดได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องแบกรับการลงทุนด้านเครื่องมือทั้งหมดด้วยตนเอง
นี่เป็นแนวทางที่ควรพิจารณา ไม่ใช่การยืนยันว่ามีโครงการร่วมกับผู้ผลิตหม่ำเมืองพลเกิดขึ้นแล้วจากแหล่งข้อมูลข้างต้น
เงื่อนไขสำคัญอยู่ที่ต้นทุนและความสะดวกในการเข้าถึงบริการด้วย หากคำปรึกษาดีแต่ผู้ผลิตรายย่อยไม่รู้ว่าจะติดต่อใคร หรือค่าใช้จ่ายสูงเกินกำลัง โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ก็อาจยังอยู่ไกลจากธุรกิจเล็ก ๆ ในทางปฏิบัติ
การเป็นเมืองเครือข่ายจึงอาจหมายถึงการที่ผู้ประกอบการในอำเภอหนึ่งใช้ประโยชน์จากห้องปฏิบัติการและนักวิจัยในอีกอำเภอหนึ่งได้ ไม่จำเป็นต้องสร้างศูนย์วิจัยใหม่ทุกเมือง
โจทย์ที่อาจชี้ขาด: ลงรถไฟแล้วไปต่ออย่างไร
การเชื่อมต่อระหว่างเมืองจะเกิดประโยชน์ไม่เต็มที่ หากประชาชนยังเดินทางจากบ้านไปถึงสถานี โรงพยาบาล สถานศึกษา หรือแหล่งงานได้ยาก
ข้อมูลในรายงานแผนการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะและการจราจรในเมือง จังหวัดขอนแก่น ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ฉบับเดือนเมษายน 2568 นำเสนอผลสำรวจการเดินทางของครัวเรือน 1,001 ตัวอย่าง โดยมีสัดส่วนการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล 51.4% รถจักรยานยนต์ 40.5% และขนส่งสาธารณะ 8.1% สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เมื่อรวมรถยนต์กับรถจักรยานยนต์ จะได้ 91.9% ของรูปแบบการเดินทางที่รายงานในชุดสำรวจนี้ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการพึ่งพารถส่วนบุคคลในพื้นที่ศึกษา แต่ไม่ควรตีความว่าเป็นสถิติของประชาชนทั้งจังหวัด หรือเป็นค่าปัจจุบันของปี 2569 โดยตรง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
อีกงานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2567 สัมภาษณ์ผู้สูงอายุที่ใช้ขนส่งสาธารณะในเขตเทศบาลนครขอนแก่น 15 คน พบประเด็นเรื่องสัญลักษณ์รถที่ไม่ชัดเจน ความปลอดภัย และบริการที่ไม่เพียงพอ ผู้ให้ข้อมูลต้องการเส้นทางและจำนวนบริการเพิ่มขึ้น รวมถึงความตรงต่อเวลา แม้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพขนาดเล็ก แต่ให้รายละเอียดปัญหาที่ตัวเลขสัดส่วนการเดินทางเพียงอย่างเดียวอธิบายไม่ได้ Thai-Journal Online
เมื่อเชื่อมกับอนาคตของบ้านไผ่ ชุมแพ และเมืองพล จึงต้องถามทั้งเรื่องการเดินทางเข้าเมืองใหญ่ และการเดินทางภายในเมืองแต่ละแห่ง
คนทำงานอาจมีตำแหน่งงานให้สมัคร แต่หากเวลาเริ่มงานไม่ตรงกับเที่ยวรถ ก็ยังเข้าถึงงานนั้นได้ยาก ผู้สูงอายุอาจมีบริการรักษาพยาบาลใกล้ขึ้น แต่หากต้องต่อรถหลายครั้งหรือขึ้นลงรถไม่สะดวก ประโยชน์ที่ได้รับก็อาจน้อยกว่าที่คาด
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนารถรับส่งเชื่อมชุมชน ตารางบริการที่แน่นอน จุดเปลี่ยนรถที่ปลอดภัย และทางเดินที่คนทุกกลุ่มใช้ได้ จึงควรถูกพิจารณาควบคู่กับสถานีขนาดใหญ่ ไม่ใช่รอให้โครงการหลักเสร็จก่อนแล้วค่อยหาทางเชื่อมต่อภายหลัง
คำถามที่ประชาชนควรได้รับคำตอบจึงไม่ใช่แค่ “เมืองนี้จะมีรถไฟหรือไม่” แต่รวมถึง “จากบ้านถึงที่ทำงานหรือโรงพยาบาล ใช้เวลาและค่าเดินทางเท่าไร”
ไม่จำเป็นต้องสร้างขอนแก่นขนาดย่อมในทุกเมือง
รายงาน Thailand Cities of the Future: Urban Foundations for a High-Income Economy ที่ธนาคารโลกเผยแพร่ข้อสรุปเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 เสนอให้ประเทศไทยพัฒนาเครือข่ายเมืองที่มีความเชี่ยวชาญเกื้อหนุนกัน ควบคู่กับการเชื่อมต่อ โครงสร้างพื้นฐานที่รับมือความเสี่ยงได้ และความสามารถในการบริหารจัดการเมือง พร้อมเน้นว่าการลงทุนต้องมีขนาดเพียงพอและเลือกเป้าหมายอย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ใช่กระจายงบประมาณบาง ๆ ไปทุกแห่ง ธนาคารโลก
เมื่อนำแนวคิดนี้มาพิจารณากับขอนแก่น ข้อเสนอเชิงวิเคราะห์คือ เมืองต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบเหมือนกันทั้งหมด
บ้านไผ่อาจต่อยอดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมระบบราง ชุมแพสามารถพิจารณาขยายประโยชน์จากเครือข่ายบริการสุขภาพ ขณะที่เมืองพลมีพื้นที่ให้พัฒนาเศรษฐกิจอาหารและผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยเชื่อมกับบริการวิจัยและพัฒนาที่มีในมหาวิทยาลัยขอนแก่น นี่เป็นตัวอย่างการต่อยอดจากฐานที่พบในแหล่งข้อมูล ไม่ใช่การกำหนดว่าแต่ละเมืองต้องทำหน้าที่เพียงด้านเดียว หรือเป็นบทบาทเฉพาะที่ธนาคารโลกระบุให้ทั้งสามเมือง บ้านไผ่-นครพนม
หัวใจอยู่ที่การทำให้ทรัพยากรของเมืองหนึ่งเป็นประโยชน์ต่ออีกเมืองหนึ่งได้ เช่น ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปถึงผู้ผลิตรายย่อย บริการตรวจวิเคราะห์เชื่อมกับโรงพยาบาลชุมชน หรือผู้ผลิตสินค้าเข้าถึงระบบขนส่งได้โดยมีผู้ให้บริการช่วยรวมสินค้า
การกระจายความเจริญในลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียงย้ายสิ่งปลูกสร้างออกจากตัวเมือง แต่เป็นการขยายโอกาสให้คนในพื้นที่อื่นใช้ประโยชน์จากความสามารถที่มีอยู่ร่วมกัน
หลังสร้างเสร็จ ใครดูแล และใครจ่ายค่าบริการ
อีกเรื่องที่ต้องอยู่ในบทสนทนาเรื่องอนาคตเมือง คือความสามารถในการทำให้บริการดำเนินต่อไปได้
สถานีต้องมีระบบเชื่อมต่อ รถโดยสารต้องมีคนขับและงบเดินรถ ห้องปฏิบัติการต้องมีบุคลากรและค่าบำรุงรักษา ส่วนการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องต้องมีทีมทำงานและระบบประสานข้อมูล การจัดสรรงบก่อสร้างจึงตอบโจทย์ได้เพียงส่วนหนึ่ง ไม่ได้แทนงบดำเนินงานทั้งหมด
ข้อเสนอของธนาคารโลกเกี่ยวกับเมืองรองที่เผยแพร่ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2567 ให้ความสำคัญกับการกระจายการตัดสินใจลงทุน และเพิ่มความเป็นอิสระทางการคลังให้เมือง ควบคู่กับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน คน และความสามารถของหน่วยงานท้องถิ่น ธนาคารโลก
สำหรับขอนแก่น ประเด็นนี้นำไปสู่คำถามที่ควรเปิดเผยต่อประชาชนในแต่ละโครงการว่า หน่วยงานใดรับผิดชอบหลังเปิดใช้งาน มีงบดำเนินงานจากไหน และจะประเมินผลอย่างไร
หากต้องการวัดว่าการเติบโตกระจายถึงประชาชนจริงหรือไม่ ตัวชี้วัดควรมีมากกว่ามูลค่าการลงทุน เช่น คนในพื้นที่ได้งานประเภทใด รายได้หลังหักค่าเดินทางและที่อยู่อาศัยดีขึ้นหรือไม่ ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงบริการพัฒนาธุรกิจมากขึ้นเพียงใด และการเดินทางไปรับบริการสาธารณะใช้เวลาลดลงหรือไม่
ตัวชี้วัดเหล่านี้เป็นข้อเสนอสำหรับติดตามผล ไม่ใช่ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ช่วยให้การพูดถึง “เมืองศูนย์กลาง” ตรวจสอบได้จากชีวิตประจำวัน
อนาคตขอนแก่นควรไปไกลกว่าข่าวโครงการใหญ่
บ้านไผ่ ชุมแพ และเมืองพล ชวนให้มองอนาคตขอนแก่นผ่านคำถามสามชุดที่แตกต่างกัน แต่เชื่อมถึงกันได้
รถไฟจะช่วยให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงตลาดได้อย่างไร เครือข่ายโรงพยาบาลจะทำให้บริการที่เหมาะสมอยู่ใกล้ประชาชนขึ้นได้เพียงใด และองค์ความรู้จากเมืองมหาวิทยาลัยจะช่วยให้ธุรกิจอาหารท้องถิ่นพัฒนาต่อได้อย่างไร
คำตอบไม่ได้อยู่ที่การเลือกพัฒนาเพียงด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องทำให้โครงสร้างพื้นฐาน บริการ คน และการบริหารจัดการเดินไปด้วยกัน
ขอนแก่นที่เติบโตอย่างมีความหมายจึงไม่จำเป็นต้องเป็นจังหวัดที่ทุกเมืองมีตึกสูงเหมือนกัน แต่ควรเป็นจังหวัดที่คนมีทางเลือกมากขึ้นว่าจะทำงาน เรียนหนังสือ รับการรักษา หรือสร้างธุรกิจใกล้บ้านได้อย่างไร โดยไม่ถูกจำกัดโอกาสเพียงเพราะอยู่ห่างจากตัวเมือง
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นบทวิเคราะห์จากข้อมูลโครงการ แหล่งข้อมูลทางการ และงานวิจัยที่เผยแพร่ โดยระบุช่วงเวลาของข้อมูลแต่ละชุดไว้ในเนื้อหา ข้อเสนอการต่อยอดกิจกรรมของแต่ละเมืองไม่ใช่การยืนยันว่าได้รับอนุมัติเป็นโครงการแล้ว


