ขอนแก่น ครบกำหนดขอขมา “ลุงแหวน” ยังไม่ติดต่อ เจ้าอาวาสปล่อยวาง ห่วงโฉนดยังไม่เป็นชื่อวัด

ขอนแก่น ครบกำหนดขอขมา “ลุงแหวน” ยังไม่ติดต่อ เจ้าอาวาสปล่อยวาง ห่วงโฉนดยังไม่เป็นชื่อวัด

ครบกำหนดขอขมา 7 วัน “ลุงแหวน–ธานอส” ยังไม่ติดต่อพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ขณะที่เจ้าอาวาสยืนยันไม่ติดใจ ถือเป็นเรื่องทางโลก และปล่อยให้มูลนิธิทนายกองทัพธรรมดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย พร้อมเผยว่าสิ่งที่ยังกังวลคือโฉนดที่ดินยังไม่เป็นชื่อวัด อยากให้ดำเนินการโดยเร็วเพื่อจะได้หมดห่วง ส่วนสุขภาพดีขึ้น ฉันอาหารได้มากขึ้น และมีแผนเพิ่มเตาเผาศพให้มีรวม 2 เตา รองรับประชาชนทุกศาสนา

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ถึงความคืบหน้าหลังมูลนิธิทนายกองทัพธรรม นำโดยนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิฯ กำหนดเวลา 7 วัน ให้นายวรเดช ช่างบุ หรือ “ลุงแหวน” หรือ “ธานอส” เข้ามาขอขมาพระครูอดุลสารนิเทศ โดยครบกำหนดเมื่อเวลา 24.00 น. คืนวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จนถึงวันที่ 7 กันยายน ยังไม่มีการเดินทางมาขอขมา และไม่มีการติดต่อมายังเจ้าอาวาส

พระครูอดุลสารนิเทศเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายวรเดชยังไม่ได้ติดต่อมา และไม่มีการประสานเรื่องการเข้ามาขอขมา ส่วนการดำเนินการต่อจากนี้เป็นเรื่องของมูลนิธิทนายกองทัพธรรมและฝ่ายฆราวาส โดยยืนยันว่าไม่ได้ติดใจจะเอาความในเรื่องการขอขมาดังกล่าว

“ไม่ได้ติดต่อมาเลย ก็เงียบอยู่ อาตมาไม่ได้ติดใจ ถือว่าเป็นเรื่องของทางโลก ทางมูลนิธิทนายกองทัพธรรมจะดำเนินการอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา อาตมาปล่อยวางไว้ เป็นเรื่องของฆราวาสที่จะดำเนินการ”

ขณะเดียวกัน นายอนันต์ชัยได้โพสต์ข้อความระบุถึงการเตรียมเดินทางไปดำเนินการตามกฎหมายกับนายวรเดชที่ สภ.เมืองขอนแก่น ในวันที่ 16 กันยายน 2569 โดยข้อความที่เผยแพร่กล่าวถึงประเด็นข้อกล่าวหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานและดูหมิ่นคณะสงฆ์วัดป่าอดุลยาราม

สำหรับเรื่องที่ยังเป็นห่วง พระครูอดุลสารนิเทศกล่าวว่า ขณะนี้มีเพียงเรื่องโฉนดที่ดินที่ยังไม่เป็นชื่อวัด จึงอยากให้ดำเนินการเปลี่ยนเป็นชื่อวัดโดยเร็วที่สุด หากเรียบร้อยก็จะทำให้สบายใจและหมดห่วง

“ที่เป็นห่วงอย่างเดียวคืออยากให้โฉนดเป็นชื่อวัดเร็ว ๆ ถ้าเป็นชื่อวัดเร็วมากเท่าไหร่ยิ่งดี อาตมาก็จะได้สบายใจ ที่ห่วงอยู่นี้คือโฉนดยังไม่เป็นชื่อวัด ก็อยากให้เรื่องนี้จบไป จะได้หมดห่วง”

เจ้าอาวาสไม่ขอกล่าวว่าโฉนดอยู่ที่ใด แต่ย้ำว่าความตั้งใจคืออยากเห็นโฉนดเป็นชื่อของวัด เพื่อให้เรื่องที่ยังค้างคาอยู่ยุติลง

ส่วนกระบวนการคดีแพ่งที่เกี่ยวข้อง พระครูอดุลสารนิเทศระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการนัดหมายเรื่องการเปลี่ยนชื่อในโฉนด ทางวัดยังรอผลการขอฎีกาของอีกฝ่าย หลังจากวัดดำเนินการคัดค้านฎีกาไปแล้ว หากศาลรับฎีกา ทางวัดจะต้องยื่นคำแก้ฎีกาและต่อสู้คดีในศาลฎีกาต่อไป

เจ้าอาวาสอธิบายเพิ่มเติมว่า หากศาลแพ่งรับฎีกาของอีกฝ่าย หลังจากวัดคัดค้านฎีกาไปแล้ว ก็จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนแก้ฎีกาอีกครั้ง โดยมองว่าเป็นกระบวนการที่ดำเนินมายาวนานและผ่านศาลมาหลายขั้นตอนแล้ว ขณะนี้ยังเหลือกระบวนการในศาลที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย

สำหรับคดีบุกรุกวัด พระครูอดุลสารนิเทศกล่าวว่า ได้ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวนแล้ว และไม่ต้องการกล่าวถึงรายละเอียดมากกว่านี้ โดยยืนยันว่าในฐานะพระสงฆ์ต้องให้การตามความเป็นจริง

“เพราะว่าเราเป็นพระ จะไปโกหกได้อย่างไร ก็ให้การตามความเป็นจริง เพราะทุกอย่างไปตามกระบวนการ”

ด้านสุขภาพ หลังผ่านเหตุการณ์ข้อพิพาทและมีผู้คนเดินทางเข้ามาที่วัดอย่างต่อเนื่องเกือบครบ 1 เดือน พระครูอดุลสารนิเทศกล่าวว่า ร่างกายเริ่มดีขึ้นมาก ฉันอาหารได้มากขึ้น เริ่มแข็งแรงและพักผ่อนได้ดีขึ้น โดยระบุว่ามีกำหนดเดินทางไปฟอกไตตามนัดประจำสัปดาห์ในช่วงเที่ยงวันที่ 7 กันยายน

บรรยากาศภายในวัดกลับเข้าสู่ภาวะสงบและเป็นปกติ พระสงฆ์ยังคงปฏิบัติกิจของสงฆ์ ส่วนลูกศิษย์ดำเนินกิจวัตรตามปกติ มีญาติโยมเดินทางมาทำบุญและถวายภัตตาหารเพลอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ชุดมวลชนสัมพันธ์ สภ.เมืองขอนแก่น คอยดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่

เจ้าอาวาสกล่าวว่า การดำเนินชีวิตภายในวัดยังสงบเหมือนที่ผ่านมา เพราะวัดมีลักษณะเช่นนี้มานาน พระสงฆ์ต่างอยู่ตามกุฏิของตนเอง และมาร่วมฉันพร้อมกันเฉพาะวันพระเป็นหลัก จึงไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในส่วนการพัฒนาเมรุและเตาเผาศพ พระครูอดุลสารนิเทศชี้แจงว่า ไม่ใช่เพียงการปรับปรุงเมรุเดิม แต่มีความตั้งใจเพิ่มเตาเผาศพอีก 1 เตา ให้ภายในวัดมีรวม 2 เตา โดยเตาแรกมีการสร้างแล้ว และมีแผนนำเงินจากกฐินที่จะมีขึ้นมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเตาที่ 2

เจ้าอาวาสกล่าวว่า เงินกฐินมีจำนวนเท่าใดก็จะนำไปชำระก่อน หากยังไม่เพียงพอจะหารือเรื่องการชำระเงินต่อกับบริษัทที่ดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งทางวัดรู้จักกัน และอาจนำเงินกฐินในปีถัดไปมาดำเนินการต่อให้แล้วเสร็จ

พระครูอดุลสารนิเทศย้ำว่า มีความตั้งใจอยากให้วัดมีเตาเผาศพ 2 เตามานานแล้ว เพราะมองว่าในอนาคตจำนวนประชาชนจะเพิ่มขึ้น และอาจประสบปัญหาหาสถานที่ฌาปนกิจ การเพิ่มเตาจึงเป็นสิ่งที่คิดไว้เดิม ไม่ได้เกิดจากการฉวยโอกาสจากกระแสข่าวที่ทำให้วัดได้รับความสนใจในขณะนี้

ที่ผ่านมา วัดมีการฌาปนกิจศพอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันก่อนหน้ามีการเผาศพ และก่อนหน้านั้นประมาณ 2–3 วัน ก็มีการเผาศพอีก 1 ราย

นอกจากนี้ วัดยังมีแนวคิดเปิดพื้นที่สำหรับการฌาปนกิจให้ประชาชนทุกศาสนา ไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ หากผู้ที่นับถือศาสนาอื่นประสงค์ใช้เตาเผาศพของวัดก็สามารถดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธี

หากเป็นพิธีของศาสนาอื่น พระสงฆ์จะไม่เข้าไปสวดประกอบพิธี แต่สามารถใช้สถานที่และเตาเผาศพได้ ส่วนค่าบำรุงให้เป็นไปตามที่เกี่ยวข้อง

อีกประเด็นที่พระครูอดุลสารนิเทศย้ำคือความต้องการรักษาพื้นที่ธรรมชาติภายในวัด โดยมองว่าภายในเขตเทศบาลแทบไม่เหลือพื้นที่ป่าแล้ว และป่าภายในวัดแห่งนี้เป็นพื้นที่สีเขียวสำคัญแห่งหนึ่ง

“อาตมาอยากรักษาธรรมชาตินี้ไว้ ในเทศบาลมันไม่มีป่าแล้ว มีป่าตรงนี้ตรงเดียว เป็นปอดของชาวบ้าน”

ขณะเดียวกัน หลังเหตุการณ์ข้อพิพาททำให้ประชาชนรู้จักวัดป่าอดุลยารามมากขึ้น และมีผู้เดินทางเข้ามาสนใจวัดและการปฏิบัติธรรมเพิ่มขึ้น พระครูอดุลสารนิเทศเล่าว่า ก่อนหน้านี้ขณะอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เคยฝันว่ามีพระสูงอายุมาบอกให้ช่วยพระพุทธศาสนา โดยระบุในความฝันว่า “ศาสนาล้มย่ำแย่เยอะ” ซึ่งขณะนั้นไม่เคยคิดว่าจะได้มาช่วยศาสนาในลักษณะที่เกิดขึ้นเช่นปัจจุบัน

สำหรับแนวทางธรรมะที่ต้องการเผยแพร่ เจ้าอาวาสกล่าวว่า หัวใจสำคัญคือการ “ละกิเลส” ไม่ใช่สะสมกิเลส การบำเพ็ญภาวนาต้องทำเพื่อละ ไม่ใช่ทำด้วยความโลภ หากยังละกิเลสไม่ได้ แม้ภาวนาไปอีกหลายภพหลายชาติก็ยังยากที่จะเข้าถึงธรรมะ

“เราบวชมาเพื่อละ ไม่ใช่บวชมาเพื่อสะสม การบำเพ็ญภาวนาต้องบำเพ็ญเพื่อละ ไม่ใช่บำเพ็ญเพื่อโลภ เราต้องละกิเลสให้ได้ก่อน เราถึงจะภาวนาได้”

ช่วงท้ายการสนทนา พระครูอดุลสารนิเทศพูดคุยกับผู้สื่อข่าวด้วยบรรยากาศผ่อนคลายและเป็นกันเอง ขณะที่ภายในวัดกลับเข้าสู่ภาวะสงบ หลังเผชิญเหตุการณ์ข้อพิพาทและมีผู้คนเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน

เรื่องล่าสุด