🟤 ไฝอาจแบนราบหรือนูนได้
🌤️ กระสัมพันธ์กับพันธุกรรมและแสงแดด
☀️ กระแดดต่างจากกระทั่วไป
👀 สังเกตไฝด้วยหลัก ABCDE
⚠️ จุดที่เปลี่ยนแปลงควรพบแพทย์
🩺 แพทย์ผิวหนังช่วยวินิจฉัยได้แม่นยำกว่า
🧬 ปัจจัยพันธุกรรมมีส่วนต่อการเกิดจุดสี
หลายคนมักเรียกจุดสีน้ำตาลหรือสีดำบนผิวหนังว่า “ขี้แมลงวัน” เหมารวมกันทั้งหมด แต่ในทางการแพทย์ จุดสีเข้มเหล่านี้อาจเป็นไฝ กระ หรือกระแดด ซึ่งแต่ละชนิดมีลักษณะและสาเหตุการเกิดแตกต่างกัน การแยกประเภทด้วยตัวเองจากสีหรือรูปร่างเพียงอย่างเดียวอาจทำได้ยาก และหากพบจุดที่มีการเปลี่ยนแปลงผิดปกติ ควรให้แพทย์ผิวหนังเป็นผู้ตรวจ
ไฝ หรือ Mole หรือ Nevus เกิดจากการรวมตัวของเซลล์สร้างเม็ดสี หรือ melanocytes ในบริเวณหนึ่งของผิวหนัง จึงสามารถมีสีได้ตั้งแต่น้ำตาล ชมพู ไปจนถึงดำ และอาจมีลักษณะแบนราบหรือเป็นตุ่มนูนก็ได้ ไฝส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตราย และสามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก หรือค่อยๆ ปรากฏขึ้นในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่
ไฝจำนวนมากเริ่มปรากฏในวัยเด็กและช่วง 20 ปีแรกของชีวิต แต่ก็สามารถเกิดขึ้นภายหลังได้เช่นกัน ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดไฝมีทั้งพันธุกรรมและปัจจัยแวดล้อม รวมถึงการได้รับรังสี UV
ส่วนกระ หรือ Freckles หรือที่เรียกว่า ephelides มีลักษณะเป็นจุดสีเล็กๆ ที่มักแบนราบไปกับผิว เกิดจากการสร้างเมลานินที่เพิ่มขึ้น โดยมีทั้งปัจจัยทางพันธุกรรมและการได้รับรังสี UV เข้ามาเกี่ยวข้อง คนที่มีผิวสีอ่อนมีแนวโน้มเกิดกระได้ง่ายกว่า แต่คนทุกสีผิวก็สามารถมีกระได้ ไม่ใช่ภาวะที่เกิดเฉพาะในคนผิวขาวเท่านั้น
กระมักพบในบริเวณที่ได้รับแสงแดด เช่น ใบหน้า แขน คอ และหน้าอก โดยสีของกระสามารถเข้มขึ้นเมื่อได้รับแสงแดด และอาจจางลงเมื่อได้รับแสงแดดน้อยลง จึงมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงตามการสัมผัสแสงที่แตกต่างจากไฝทั่วไป
นอกจากกระแล้ว ยังมีจุดสีน้ำตาลจากแสงแดดอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า “กระแดด” หรือ Solar lentigo ซึ่งแตกต่างจากกระทั่วไป โดยมักพบในวัยผู้ใหญ่และมีความสัมพันธ์กับการสะสมของแสงแดดในระยะยาว
หากสรุปแบบเข้าใจง่าย ไฝมักเกิดจากกลุ่มเซลล์สร้างเม็ดสีที่รวมตัวกันเป็นจุดหรือก้อน อาจแบนหรือนูน และมีสีได้หลายแบบ ขณะที่กระมักเป็นจุดแบนขนาดเล็กสีน้ำตาล และมักพบในบริเวณที่สัมผัสแสงแดด โดยสีอาจเข้มขึ้นหลังได้รับแสงแดด ส่วนกระแดดมีความสัมพันธ์กับการสะสมของรังสี UV ในระยะยาวและมักพบมากขึ้นในวัยผู้ใหญ่
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้เพียงสี ความนูน ขนาด หรือการมีขนเป็นเกณฑ์ตัดสินอย่างแน่นอนว่าจุดหนึ่งเป็นไฝหรือกระ เพราะลักษณะของรอยโรคบนผิวหนังมีความหลากหลาย หากไม่แน่ใจ การให้แพทย์ผิวหนังตรวจเป็นวิธีที่เหมาะสมและแม่นยำกว่า
สำหรับไฝที่ควรเฝ้าระวัง สิ่งสำคัญคือการสังเกต “การเปลี่ยนแปลง” ของไฝหรือจุดสีบนผิว โดยสามารถใช้หลัก ABCDE เป็นแนวทางเบื้องต้นได้
A – Asymmetry หรือความไม่สมมาตร หากแบ่งไฝออกเป็นสองฝั่งแล้วรูปร่างของทั้งสองฝั่งไม่เหมือนกัน ควรสังเกตเพิ่มเติม
B – Border หรือขอบ หากขอบของไฝไม่เรียบ หยัก หรือมีลักษณะไม่สม่ำเสมอ ควรให้ความสนใจ
C – Color หรือสี หากมีหลายสีอยู่ภายในจุดเดียวกัน หรือสีของจุดมีการเปลี่ยนแปลง ควรเฝ้าระวัง
D – Diameter หรือขนาด หากมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะประมาณ 6 มิลลิเมตรขึ้นไป ควรติดตามการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ขนาดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งผิวหนังได้
E – Evolving หรือการเปลี่ยนแปลง หากไฝมีการเปลี่ยนแปลงของขนาด รูปร่าง หรือสี หรือมีลักษณะแตกต่างจากไฝเม็ดอื่นอย่างชัดเจน ควรได้รับการตรวจ
นอกจากหลัก ABCDE แล้ว หากจุดหรือไฝมีอาการคัน เจ็บ เลือดออก เป็นแผล หรือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ก็ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินเพิ่มเติม
สิ่งสำคัญคือไม่ใช่ไฝทุกเม็ดจะเป็นอันตราย และการมีไฝหรือกระไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งผิวหนัง แต่การรู้จักลักษณะพื้นฐานของจุดสีบนผิวจะช่วยให้สังเกตความผิดปกติได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพบจุดใหม่หรือไฝเดิมเริ่มเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น ไฝกับกระไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ไฝเกี่ยวข้องกับการรวมตัวของเซลล์สร้างเม็ดสีและสามารถมีลักษณะแบนหรือนูนได้ ส่วนกระมักเป็นจุดแบนที่สัมพันธ์กับการสร้างเมลานิน พันธุกรรม และแสงแดด ขณะที่กระแดดเป็นรอยสีน้ำตาลที่มีความสัมพันธ์กับการสะสมรังสี UV ในระยะยาว
หากพบจุดสีใหม่บนผิว หรือสังเกตว่าไฝเดิมมีรูปร่าง สี ขนาด หรืออาการเปลี่ยนไป ไม่ควรพยายามวินิจฉัยจากภาพหรือรูปลักษณ์ด้วยตัวเอง ควรให้แพทย์ผิวหนังตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัด โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณเตือนตามหลัก ABCDE หรือมีเลือดออก เป็นแผล เจ็บ หรือคันผิดปกติ
สำหรับพื้นที่ข่าว ไม่พบข้อมูลตำบลหรืออำเภอที่ปรากฏในเนื้อหาต้นฉบับ จึงไม่ระบุพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อป้องกันข้อมูลคลาดเคลื่อน
#ไฝ #กระ #กระแดด #มะเร็งผิวหนัง #สุขภาพผิว


