ชมคลิป
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 ส.ค. 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม ถ.กัลปพฤกษ์ ชุมชนกังสดาล เขตเทศบาลนครขอนแก่น ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม และนักกฎหมายผู้เชี่ยวชาญด้านพระไตรปิฎก เปิดเผยถึงกรณีที่ดินวัดป่าอดุลยารามว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อเจ้าของในโฉนดให้เป็นชื่อวัด โดยยืนยันว่า การอุทิศที่ดินเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2533 ส่วนวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลในปี 2541 การที่ชื่อเจ้าของเดิมยังปรากฏในโฉนดเป็นเพียงขั้นตอนทางทะเบียน ไม่ได้ทำให้ที่ดินย้อนกลับไปเป็นกองมรดก พร้อมยกแนวคำพิพากษาและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องประกอบการอธิบาย

ดร.ประยุทธ เปิดเผยว่า ทีมนักกฎหมายเอกชนร่วมกับ “ทนายบอย” ทนายความของวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังเร่งหาทางออกให้วัดโดยเร็วที่สุด โดยถือว่าวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินการทุกขั้นตอนให้ครบถ้วนตามกระบวนการกฎหมาย
การลงพื้นที่ครั้งนี้สืบเนื่องจากนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม และหนุ่ม กรรชัย จากรายการโหนกระแส มีความกังวลว่าปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายหลายด้าน จึงประสานให้ลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ เพื่อให้เห็นปัญหาที่แท้จริงและกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.ประยุทธ กล่าวว่า กรณีผู้ถวายที่ดินเพื่อสร้างวัด แต่ภายหลังสร้างและตั้งวัดสำเร็จแล้วไม่ได้โอนชื่อในโฉนดให้วัด ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นกับวัดจำนวนมากทั่วประเทศ โดยประเมินว่าอาจมีไม่น้อยกว่า 5,000 แห่ง หรือประมาณ 7,000–8,000 แห่ง และอาจสูงถึงราว 10,000 แห่ง
อย่างไรก็ตาม วัดส่วนใหญ่ไม่เกิดข้อพิพาท เนื่องจากผู้ถวายหรือทายาทรับรู้ว่าปู่ย่าตายายได้ร่วมอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัด แม้ชื่อในโฉนดยังไม่ได้เปลี่ยน ทายาทก็ไม่ได้ติดใจ และวัดใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา มูลนิธิทนายกองทัพธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนหลายกรณีจากญาติของผู้วายชนม์ซึ่งเคยถวายที่ดิน และต้องการฟ้องเรียกที่วัดคืน การแก้ไขแต่ละกรณีต้องใช้เวลา เนื่องจากผู้ถวายเสียชีวิตแล้วและจำเป็นต้องสืบค้นหลักฐานย้อนหลัง ทีมกฎหมายต้องตรวจสอบทั้งเอกสารการถวาย หลักฐานการสร้างและตั้งวัด ตลอดจนเอกสารจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก่อนนำไปประกอบการพิจารณาของเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งบางกรณีสามารถดำเนินการโอนได้สำเร็จ
สำหรับข้อสงสัยในช่วงระหว่างปี 2533 ซึ่งนายเฮียงอุทิศที่ดิน จนถึงปี 2541 ซึ่งวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยนายเฮียงเสียชีวิตไปก่อนแล้วนั้น ดร.ประยุทธ ระบุว่า ที่ดินไม่ย้อนกลับไปเป็นกองมรดก เพราะกรณีนี้ไม่อาจพิจารณาเฉพาะหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ต้องพิจารณาพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมในปี 2535 ในฐานะกฎหมายมหาชนที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองศาสนสมบัติ ทั้งที่ตั้งวัด ที่ธรณีสงฆ์ และผลประโยชน์อื่นของวัด

ดร.ประยุทธ ระบุว่า การที่เจ้าของที่ดินแสดงเจตนาอุทิศที่ดินให้สร้างวัด แม้จะแสดงเจตนาด้วยวาจาและมีผู้รับการอุทิศ ก็สามารถมีผลทางกฎหมายได้ ขณะที่กรณีวัดป่าอดุลยารามมีเอกสารและหลักฐานประกอบมากกว่าการแสดงเจตนาด้วยวาจา
นอกจากนี้ ยังมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาในคดีที่เกี่ยวข้องกับวัดแห่งนี้ โดย ดร.ประยุทธ ระบุว่า ศาลวินิจฉัยเป็นหลักว่า เมื่อสร้างวัดสำเร็จและวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล แม้นายเฮียงจะเสียชีวิตก่อนการตั้งวัด ที่ดินดังกล่าวก็ตกเป็นสมบัติของแผ่นดินเพื่อใช้ประโยชน์ในการตั้งวัดในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับให้ประชาชนใช้ร่วมกันโดยทั่วไป
ตามหลักดังกล่าว ดร.ประยุทธ กล่าวว่า สิทธิของนายเฮียงขาดไปตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งเป็นปีที่อุทิศที่ดิน ส่วนกรรมสิทธิ์ตกแก่วัดเมื่อวัดได้รับการตั้งเป็นนิติบุคคลในปี 2541 ขณะที่วัดมีสิทธิใช้พื้นที่และดำเนินการเกี่ยวกับการโอนตามเจตนาการถวายมาตั้งแต่ปี 2533
สำหรับข้อโต้แย้งที่ว่า ปัจจุบันชื่อในโฉนดยังเป็นชื่อเจ้าของเดิมและยังไม่มีการจดทะเบียนโอน ดร.ประยุทธ อธิบายว่า โดยหลักการโอนที่ดินระหว่างเอกชนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัดวางหลักว่า ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามแบบการให้ตามมาตรา 525 กล่าวคือ ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือหรือจดทะเบียนโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดินก่อน เจตนาอุทิศจึงจะเกิดผล
ดร.ประยุทธ กล่าวว่า ปัญหาที่ตามมาจากการไม่เปลี่ยนชื่อในโฉนด คือเมื่อลูกหลานเห็นชื่อบรรพบุรุษยังปรากฏอยู่ในเอกสารสิทธิ อาจไม่เข้าใจว่าเหตุใดพื้นที่จึงกลายเป็นวัด และนำไปสู่การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ อย่างไรก็ตาม การที่ชื่อยังคงอยู่ในโฉนดเป็นเรื่องของขั้นตอนทางทะเบียน ไม่ได้ทำให้ที่ดินย้อนกลับไปเป็นกองมรดก หากการแสดงเจตนาอุทิศและการตั้งวัดสำเร็จแล้ว
ทั้งนี้ กฎกระทรวง ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2507 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ข้อ 5 กำหนดว่า เมื่อประกาศตั้งเป็นวัดแล้ว ให้ผู้ได้รับอนุญาตสร้างวัด ทายาท หรือผู้แทน ดำเนินการโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่วัดตามกฎหมาย ดังนั้น สิ่งที่ยังขาดไปในปี 2541 คือการเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนให้ครบถ้วน แต่การไม่ได้ดำเนินการโอนไม่ได้ทำให้กรรมสิทธิ์ตกกลับไปยังทายาท
ต่อมาในปี 2559 มีการออกกฎกระทรวงการสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย และการยุบเลิกวัด การขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา และการยกวัดร้างขึ้นเป็นวัดมีพระภิกษุอยู่จำพรรษา พ.ศ. 2559 โดยข้อ 6 (1) (ก) กล่าวถึงกรณีสร้างวัดในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง พร้อมหนังสือแสดงสิทธิและหนังสือสัญญาที่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองทำไว้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ส่วนข้อ 11 กำหนดให้ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครอง หรือทายาท ดำเนินการโอนที่ดินพร้อมอาคารและสิ่งปลูกสร้างให้แก่วัดภายใน 90 วัน นับแต่ได้รับแจ้งการให้ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม
ดร.ประยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากผู้ถวายเสียชีวิต ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือทายาทต้องปฏิบัติตามเจตจำนงเดิม เว้นแต่จะมีเหตุคัดค้านที่สามารถอ้างได้โดยชอบด้วยกฎหมาย หากไม่มีเหตุคัดค้านที่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานที่ดิน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมที่ดิน และกระทรวงมหาดไทย ย่อมสามารถใช้กระบวนการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การโอนที่ดินสำเร็จได้
ในส่วนหลักฐานการสร้างวัด เอกสารสำคัญประกอบด้วยแบบ ศถ.1 หรือคำขออนุญาตสร้างวัด ซึ่งอาจมอบหมายให้ผู้ใหญ่บ้าน ไวยาวัจกร หรือบุคคลอื่นเป็นผู้ดำเนินการ และแบบ ศถ.2 หรือหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัด โดยคำขอจะไม่สมบูรณ์หากไม่มีหนังสือแสดงความยินยอมของเจ้าของที่ดิน
สำหรับวัดป่าอดุลยาราม มีหลักฐานที่นายเฮียงลงนามแสดงเจตนาว่า ยินยอมให้นำที่ดินตามเอกสารสิทธิไปใช้สร้างวัด และเมื่อตั้งวัดสำเร็จจะโอนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัด โดยมีนายอำเภอและเจ้าพนักงานที่ดินเกี่ยวข้องกับการรับทราบสัญญาตามกระบวนการในขณะนั้น
ด้วยเหตุนี้ ดร.ประยุทธ ระบุว่า นายอำเภอและเจ้าพนักงานที่ดินจึงเป็นหน่วยงานสำคัญที่ต้องตรวจสอบสัญญาและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ หากเกิดข้อขัดแย้งก็สามารถประสานผ่านจังหวัด กระทรวงมหาดไทย และกรมที่ดิน เพื่อหาข้อยุติให้เป็นไปตามเจตจำนงของผู้ถวาย
ดร.ประยุทธ กล่าวว่า หากสามารถแก้ไขปัญหาวัดป่าอดุลยารามได้สำเร็จ กรณีนี้จะกลายเป็นต้นแบบให้วัดทั่วประเทศที่ยังไม่ได้เปลี่ยนชื่อในโฉนดเร่งดำเนินการให้ครบถ้วน ทั้งนี้ ผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ระบุถึงแนวทางเสนอให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติตรวจสอบวัดทั่วประเทศ เพื่อเร่งโอนที่ดินซึ่งมีผู้ถวายให้เป็นชื่อวัดและป้องกันข้อพิพาทในอนาคต
แม้การโอนชื่อในโฉนดของวัดป่าอดุลยารามยังต้องเดินหน้าต่อ แต่ ดร.ประยุทธ ระบุว่า มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาประมาณ 20 คำพิพากษา วางหลักในทำนองเดียวกันว่า นับแต่วันที่มีการอุทิศ ที่ดินย่อมตกเป็นสมบัติของแผ่นดินเพื่อนำไปสร้างและตั้งวัด และไม่สามารถเรียกคืนกลับไปเป็นทรัพย์ของผู้ถวายหรือทายาทได้
ดร.ประยุทธ ย้ำว่า ไม่ว่าที่ดินจะมีราคาประเมินกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่ร้อยล้าน หรือกี่พันล้านบาท มูลค่าเหล่านั้นก็ไม่ควรอยู่เหนือเจตจำนงของนายเฮียง ซึ่งถือโฉนดขึ้นอธิษฐานและอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัด พร้อมระบุว่า “อย่าด้อยค่านายเฮียง อย่าด้อยค่าบรรพบุรุษ และอย่าด้อยค่าสิ่งที่ท่านทำ จงรีบทำตามเจตจำนงของผู้วายชนม์”
ส่วนการยื่นคัดค้านการโอน ดร.ประยุทธ กล่าวว่า บุคคลมีสิทธิยื่นคัดค้านได้ แต่ผู้ใช้สิทธิต้องแสดงฐานสิทธิ พร้อมอ้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายให้ชัดเจนว่าอยู่ในฐานะใดจึงมีอำนาจคัดค้าน เปรียบได้กับการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งผู้กล่าวโทษต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายหรือมีฐานอำนาจตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่อาจรับเรื่องไว้ตรวจสอบก่อน แต่หากภายหลังพบว่าไม่มีฐานสิทธิ การดำเนินการดังกล่าวก็อาจไม่มีผล
อย่างไรก็ดี ดร.ประยุทธ ยืนยันว่า กรณีนี้ที่ดินขาดจากกองมรดกและความเป็นทรัพย์ของตระกูลตั้งแต่ปี 2533 ซึ่งเป็นวันที่นายเฮียงอุทิศให้สร้างวัดแล้ว ดังนั้น แม้การยื่นคัดค้านจะเป็นสิทธิของผู้ยื่น แต่ย่อมไม่มีผลทางกฎหมาย หากไม่สามารถแสดงฐานสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายได้
ที่ผ่านมา วัดต้องติดตามแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการคดีความ แต่ครั้งนี้ถือเป็นการเริ่ม “นับหนึ่ง” ในกระบวนการขอโอนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนตามกฎหมาย หากผู้ให้และผู้รับไม่สามารถตกลงแสดงเจตนาร่วมกันในการโอนได้ กระบวนการศาลจะเป็นกลไกขั้นสุดท้าย เนื่องจากศาลสามารถมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแทนการแสดงเจตนาได้ ส่วนเรื่องจะต้องเข้าสู่กระบวนการศาลหรือไม่ ต้องติดตามผลการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนต่อไป
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน


