จากย่านเปลี่ยวสู่ทำเลทอง คนหน้าวัดป่าอดุลยารามเล่าย้อนปี 50 มองราคาที่ดินอาจเป็นปัจจัยข้อพิพาท

จากย่านเปลี่ยวสู่ทำเลทอง คนหน้าวัดป่าอดุลยารามเล่าย้อนปี 50 มองราคาที่ดินอาจเป็นปัจจัยข้อพิพาท

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวพูดคุยกับนางปลา (นามสมมุติ) อายุ 61 ปี เจ้าของอาคารและหอพักบริเวณหน้าวัดป่าอดุลยาราม หลังเกิดข้อพิพาทเรื่องที่ดิน มีการปิดทางเข้าออกและนำป้ายมาติดบริเวณวัด โดยเล่าย้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่จากย่านป่าเปลี่ยวในปี 2550 สู่ทำเลที่ที่ดินโซนด้านในมีการประกาศขายและประเมินราคากันที่งานละประมาณ 10 ล้านบาท พร้อมมองว่า ราคาที่ดินอาจเป็นปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งของข้อพิพาท

นางปลาเล่าว่า หลังถูกรางวัลที่ 1 ได้ตัดสินใจซื้อที่ดินจากตาเฮียง 2 แปลง รวมเป็นเงิน 12 ล้านบาท และเทคโอเวอร์อาคารหอพักจากเจ้าของเดิมในช่วงปี พ.ศ. 2550 โดยที่ดินทั้ง 2 แปลงมีขนาดแปลงละ 1 งาน แปลงแรกซื้อราคา 8 ล้านบาท มีหอพักสูง 3 ชั้น จำนวน 25 ห้อง ส่วนแปลงที่สองราคา 4 ล้านบาท มีอาคารสูง 2 ชั้น จำนวน 15 ห้อง

ขณะเข้ามาในพื้นที่เมื่อปี 2550 บริเวณหน้าวัดยังเปลี่ยว รอบข้างส่วนใหญ่เป็นป่าและมีหอพักเพียง 3 แห่ง ช่วงกลางคืนเงียบมาก ขณะที่ถนนกัลปพฤกษ์ก่อสร้างและตัดเส้นทางไว้แล้ว แต่ยังไม่เปิดใช้งาน บางช่วงยังต้องเดินทางผ่านถนนดิน ก่อนที่พื้นที่จะพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นางปลาระบุว่า ในขณะนั้นวัดป่าอดุลยารามได้รับการตั้งเป็นวัดแล้ว โดยเจ้าอาวาสรักความสงบ ใช้ชีวิตสมถะและให้ความสำคัญกับการรักษาต้นไม้และธรรมชาติภายในวัด ทำให้ปัจจุบันยังมีต้นไม้จำนวนมากและมีบรรยากาศคล้ายวัดในชนบท ขณะที่ครอบครัวของตนมีความผูกพันกับวัด และเข้าไปทำบุญรวมถึงช่วยงานวัดมาอย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา วัดยังคงจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม ทั้งประเพณีรดน้ำช่วงสงกรานต์ การแสดงธรรม และการเวียนเทียนในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา โดยมีลูกศิษย์ ญาติโยม ข้าราชการ และผู้มีเครื่องแบบเดินทางมาร่วมทำบุญจำนวนมาก

ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชน นางปลาเล่าว่า เมื่อมีการขยายถนนและคณะกรรมการวัดมีมติเห็นชอบ หลวงพ่อยอมขยับแนวใช้พื้นที่ด้านวัดเข้าไปอีก 50 เซนติเมตร เพื่อเปิดพื้นที่ให้ขยายถนน ขณะที่ก่อนเกิดข้อพิพาท วัดมีแนวคิดจะก่อสร้างพระอุโบสถ แต่ต้องชะลอไว้เพื่อรอให้ปัญหาเรื่องที่ดินยุติก่อน

สำหรับนายเฮียง เจ้าของที่ดินเดิม คนในพื้นที่เรียกว่า “ผู้ใหญ่เฮียง” และเป็นผู้ใหญ่บ้านหนองแวงในขณะนั้น โดยพื้นที่บริเวณนี้ในอดีตอยู่ห่างจากชุมชน มีทั้งพื้นที่ป่าและสำนักสงฆ์ ก่อนจะมีการสร้างถนนและอาคารเพิ่มขึ้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นกับข้อพิพาท นางปลาแสดงความเห็นว่าเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน โดยระบุว่า ปัจจุบันที่ดินโซนด้านในบริเวณที่ตนอาศัยอยู่ มีการประกาศขายและประเมินราคากันที่งานละประมาณ 10 ล้านบาท ส่วนที่ดินติดถนนหรือบริเวณที่ตั้งวัดอาจมีราคาสูงกว่าหลายเท่า หรืออาจสูงถึง 10 เท่าของราคาประเมิน และหากรวมพื้นที่ทั้งหมดอาจมีมูลค่าระดับพันล้านบาท

นางปลาจึงมองว่า ราคาที่ดินอาจเป็นปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งของข้อพิพาท เนื่องจากหากมีผู้ได้พื้นที่ไปอาจนำไปแบ่งแปลงหรือขายต่อได้ พร้อมเปรียบเทียบว่า หากพื้นที่ดังกล่าวนำไปพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม ก็คงมีผู้สนใจจำนวนมาก เพราะปัจจุบันเป็นทำเลที่มีมูลค่าสูงและมีความต้องการมาก ทั้งนี้ เป็นความเห็นและข้อสังเกตส่วนตัวของนางปลา

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน

เรื่องล่าสุด