🩸 รู้ก่อน “ฝ่าไฟแดง” มีเพศสัมพันธ์ช่วงมีประจำเดือน ทำได้หรือไม่? แพทย์ชี้ยังเสี่ยงโรคติดต่อ-ตั้งครรภ์ได้ แนะใช้ถุงยางทุกครั้ง

Gemini_Generated_Image_7aj1yn7aj1yn7aj1

🛡️ มีประจำเดือนไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
🤰 ช่วงมีประจำเดือนยังมีโอกาสตั้งครรภ์
⚠️ เจ็บผิดปกติหรือเลือดออกมากควรพบแพทย์
🩺 ควรนำผ้าอนามัยแบบสอดหรือถ้วยอนามัยออกก่อน
📋 องค์การอนามัยโลกแนะใช้ถุงยางอย่างสม่ำเสมอ

การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงมีประจำเดือนไม่ถือเป็นข้อห้ามสำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ทั้งสองฝ่ายยินยอม และมีการป้องกันอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพย้ำว่า การมีประจำเดือนไม่ได้ช่วยป้องกันการตั้งครรภ์หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อีกทั้งการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งโดยตรงยังอาจเพิ่มความเสี่ยงในการรับเชื้อบางชนิด จึงควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเพื่อช่วยลดความเสี่ยง

ข้อมูลระบุว่า โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน ซิฟิลิส เริม เอชพีวี รวมถึงเชื้อเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบบี ยังคงสามารถแพร่ผ่านเลือด สารคัดหลั่ง และการสัมผัสเยื่อบุหรือบาดแผลขนาดเล็กได้ แม้อยู่ในช่วงมีประจำเดือน โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า เชื้อเอชไอวีสามารถพบได้ในเลือดประจำเดือนและสารคัดหลั่งจากช่องคลอด ขณะที่ไวรัสตับอักเสบบีสามารถแพร่ผ่านเลือดและสารคัดหลั่งระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ได้

นอกจากนี้ แม้โอกาสตั้งครรภ์ในช่วงมีประจำเดือนจะต่ำกว่าช่วงใกล้วันไข่ตก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีรอบเดือนสั้นหรือมาไม่สม่ำเสมอ เนื่องจากอสุจิสามารถมีชีวิตอยู่ในระบบสืบพันธุ์ได้นานประมาณ 3 วัน และอาจนานถึง 5 วันตามข้อมูลของวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (American College of Obstetricians and Gynecologists) หากเกิดการตกไข่เร็วกว่าที่คาดก็ยังสามารถปฏิสนธิกับไข่ได้

ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า บางรายอาจรู้สึกอ่อนเพลีย ปวดท้องน้อย ไวต่อการสัมผัส หรือรู้สึกไม่สบายตัวระหว่างมีเพศสัมพันธ์ หากมีอาการเจ็บ แสบ ปวดลึกภายใน หรือมีอาการร่วม เช่น เลือดออกผิดปกติ ตกขาวมีกลิ่น หรือปวดท้องน้อยรุนแรง ควรหยุดกิจกรรมและเข้ารับการตรวจ เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานหรือโรคทางนรีเวช

ระหว่างมีประจำเดือน สภาพแวดล้อมภายในช่องคลอดและสมดุลของจุลินทรีย์อาจเปลี่ยนแปลงชั่วคราว ส่งผลให้เสี่ยงต่อการเสียสมดุลหรือการติดเชื้อในบางกรณี อีกทั้งหลังมีเพศสัมพันธ์ยังอาจแยกได้ยากว่าเลือดที่ออกเป็นเลือดประจำเดือนหรือเลือดจากการบาดเจ็บ การอักเสบ หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากมีเลือดออกมากผิดปกติ ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1–2 ชั่วโมง มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ เวียนศีรษะ หน้ามืด เหนื่อยผิดปกติ หรือมีเลือดออกนานเกิน 7–8 วัน ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเสี่ยงภาวะโลหิตจาง

สำหรับผู้ที่ใช้ผ้าอนามัยแบบสอดหรือถ้วยอนามัย ควรถอดออกก่อนมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากอุปกรณ์อาจถูกดันลึกจนเอาออกยากหรือก่อให้เกิดการระคายเคือง หากนำออกไม่ได้ ไม่ควรใช้ของแข็งหรืออุปกรณ์แหลมคีบออกเอง แต่ควรเข้ารับบริการทางการแพทย์ โดยเฉพาะหากมีไข้ ผื่น คลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรืออาการผิดปกติอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหรือภาวะช็อกจากสารพิษ

แนวทางลดความเสี่ยง ได้แก่ ใช้ถุงยางอนามัยตั้งแต่เริ่มจนจบทุกครั้ง ไม่ใช้ช่วงมีประจำเดือนเป็นวิธีคุมกำเนิด หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หากมีแผล ตุ่ม ตกขาวผิดปกติ หรือสงสัยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นำผ้าอนามัยแบบสอดหรือถ้วยอนามัยออกก่อน ล้างมือและทำความสะอาดอวัยวะเพศภายนอกอย่างอ่อนโยน หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด และหยุดทันทีหากมีอาการเจ็บ แสบ เวียนศีรษะ หรือเลือดออกผิดปกติ

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ เพราะช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่และลดโอกาสตั้งครรภ์ที่ไม่ได้วางแผน พร้อมระบุว่าการสวนล้างช่องคลอดไม่จำเป็น เนื่องจากอาจรบกวนสมดุลตามธรรมชาติของช่องคลอด

หากมีอาการปวดท้องน้อยหรือปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์อย่างรุนแรง เลือดออกมากผิดปกติ มีไข้ หนาวสั่น ตกขาวมีกลิ่นหรือสีผิดปกติ มีแผล ตุ่ม ผื่น แสบขณะปัสสาวะ ถุงยางแตกหรือหลุด รวมถึงประจำเดือนขาดหลังมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้คุมกำเนิด ควรรีบพบแพทย์ทันที

ในกรณีที่มีความเสี่ยงสัมผัสเชื้อเอชไอวี เช่น ถุงยางแตกและไม่ทราบสถานะของคู่นอน ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เนื่องจากยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ (PEP) ต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมง และยิ่งได้รับยาเร็ว โอกาสป้องกันก็ยิ่งเหมาะสม

#สุขภาพ #เพศสัมพันธ์ #ประจำเดือน #โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ #ถุงยางอนามัย

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์

Leave a Response

ใส่ความเห็น

เรื่องล่าสุด