นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานกรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด (KKTT) เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการระบบขนส่งมวลชนรางเบา หรือ LRT ขอนแก่น ว่าได้เดินหน้าสู่ขั้นตอนสำคัญของการพัฒนาโครงการ ภายหลังได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลส่วนกลางครบถ้วนแล้ว โดยอยู่ระหว่างปรับปรุงการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจหลังโควิด-19 พร้อมปรับแนวทางจากโครงการขนส่งมวลชนเพียงอย่างเดียว สู่โมเดลที่ผสานระบบรางกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเพิ่มความยั่งยืนทางการเงินและลดการพึ่งพางบประมาณภาครัฐ
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มอัตราผลตอบแทนภายใน หรือ IRR ของโครงการ จากประมาณ 4% ในกรณีดำเนินการเฉพาะระบบขนส่ง เป็นประมาณ 10% สำหรับโมเดลที่ผสานระบบ LRT กับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้รับการตอบรับเชิงบวกจากกลุ่มสถาบันการเงินในสิงคโปร์และฮ่องกง
โครงการมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 2.3-2.4 หมื่นล้านบาท โดยยังคงระดับการลงทุนตามแผนแม่บทเดิม พร้อมตั้งเป้าระดมทุนให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2570 เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้าง

รัฐบาลเห็นชอบโครงการครบถ้วน
ในด้านการอนุมัติเชิงนโยบาย โครงการได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว 100% และมีสถานะทางกฎหมายพร้อมดำเนินการ ขณะที่กรมทางหลวงได้อนุมัติให้ใช้พื้นที่เกาะกลางถนนมิตรภาพตลอดแนวเส้นทางหลักของโครงการ
ส่วนพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับสถานี กรมธนารักษ์ได้จัดทำร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับจังหวัดขอนแก่น เพื่อให้สิทธิแก่บริษัท ขอนแก่น ทรานซิท ซิสเต็ม จำกัด หรือ KKTs เข้าพัฒนาพื้นที่สถานีทดลองข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G2G
อย่างไรก็ตาม KKTs ได้เตรียมแผนสำรองด้วยการจัดหาที่ดินทางเลือกไว้รองรับ หากการเจรจาใช้พื้นที่เดิมไม่เป็นไปตามกำหนด เพื่อรักษาความต่อเนื่องและลดความเสี่ยงจากความล่าช้าของโครงการ

เดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้และระดมทุน
ด้านการจัดหาแหล่งเงินทุน บริษัท AVAS Marshal จากสหรัฐอเมริกา ทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาแหล่งทุน และได้นำคณะกรรมการ KKTs เข้าหารือกับกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในสิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งได้รับความสนใจในระดับสูง
ตามกรอบการดำเนินงานในเอกสาร โครงการกำหนดปรับปรุงการศึกษาความเป็นไปได้ให้เป็นปัจจุบัน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2567 ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการนำเสนอโครงการต่อนักลงทุน หรือ Roadshow และจัดเตรียมเอกสารสัญญากู้ยืมเพื่อปิดการระดมทุน
โครงการตั้งเป้าดำเนินการระดมทุนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม 2570 เพื่อเริ่มงานก่อสร้าง โดยรูปแบบทางการเงินได้รับการออกแบบให้บริษัทเป็นผู้รับผิดชอบการระดมทุนด้วยตนเอง และไม่ให้เทศบาลค้ำประกันเงินกู้
แยกภาระการเงินออกจากงบประมาณท้องถิ่น
เงื่อนไขสำคัญของโครงการคือคำสั่งอนุมัติจากรัฐบาลที่ระบุว่า ห้ามเทศบาลลงนามค้ำประกันเงินกู้ เพื่อป้องกันไม่ให้หนี้สินจากโครงการขนาดใหญ่กระทบต่อภาษีประชาชนหรือรายจ่ายงบประมาณตามปกติของเมือง
การดำเนินงานผ่านนิติบุคคลแยกต่างหากอย่าง KKTs ยังช่วยแยกภาระผูกพันทางการเงินออกจากตำแหน่งทางการเมืองของนายกเทศมนตรีและสมาชิกสภาท้องถิ่น หากโครงการประสบปัญหาทางการเงิน หนี้สินจะไม่ตกเป็นภาระของเทศบาลหรือประชาชน
โครงการ LRT ขอนแก่นจึงถูกวางให้เป็นบททดสอบความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย ในการดำเนินธุรกรรมทางการเงินสำหรับโครงการขนาดใหญ่ โดยไม่พึ่งพาการค้ำประกันจากกระทรวงการคลัง
ผสานระบบรางกับอสังหาริมทรัพย์
หัวใจสำคัญของแผนการเงินคือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รอบระบบขนส่งมวลชน หรือ Transit-Oriented Development: TOD เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่แหล่งทุน
หากดำเนินการเฉพาะระบบขนส่ง โครงการคาดว่าจะมี IRR ประมาณ 4% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำและอาจไม่จูงใจต่อการปล่อยสินเชื่อเชิงพาณิชย์ ขณะที่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสมมติฐานแบบระมัดระวังคาดว่าจะมี IRR มากกว่า 12%
เมื่อรวมรายได้จากระบบ LRT และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้าด้วยกัน คาดว่าโครงการจะมี IRR ประมาณ 10% ทำให้มีความน่าสนใจและมีความเป็นไปได้ในการระดมทุนจากสถาบันการเงินมากขึ้น
ข้อมูลโครงการได้รับการจัดทำและรับรองโดยที่ปรึกษาและสถาบันที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Chula UNISEARCH ด้านการศึกษาโครงการ กลุ่มบริษัทที่ปรึกษา Big 4 ด้านการเงิน Team Consulting ด้านวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐาน และ Colliers ด้านกลยุทธ์อสังหาริมทรัพย์
วางค่าโดยสารให้ประชาชนเข้าถึงได้
โครงสร้างค่าโดยสารของ LRT ขอนแก่นถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายและความเท่าเทียมในการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชน กำหนดค่าแรกเข้า 10 บาท และคิดค่าเดินทางเพิ่มกิโลเมตรละ 1 บาท โดยคาดว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเที่ยวจะอยู่ที่ประมาณ 17 บาท
แนวทางดังกล่าวแตกต่างจากระบบขนส่งในกรุงเทพมหานครที่มีค่าแรกเข้าประมาณ 20-30 บาท ซึ่งอาจทำให้ประชาชนรายได้น้อยเข้าถึงได้ยากกว่า ขณะที่รูปแบบของขอนแก่นมุ่งให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถใช้บริการขนส่งมวลชนคุณภาพสูงได้
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดทำระบบตั๋วร่วมราคา 30 บาทแบบเหมาจ่าย สามารถเดินทางได้ไม่จำกัดจำนวนเที่ยวภายในหนึ่งวัน ครอบคลุมทั้ง LRT รถโดยสารประจำทาง และรถสองแถว เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
เสนอเอกชนสนับสนุนรถเชื่อมต่อฟรี
สำหรับระบบขนส่งเชื่อมต่อ หรือ Feeder มีแนวคิดผลักดันให้รถสองแถวและรถโดยสารให้บริการประชาชนโดยไม่คิดค่าโดยสาร ผ่านการสนับสนุนจากภาคเอกชนในพื้นที่ เช่น โรงแรมและร้านอาหาร แทนการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้โดยสารโดยตรง
โครงการยังเสนอให้จัดเวทีสาธารณะขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความเข้าใจและฉันทามติร่วมกับภาคีอาสาและประชาชน รวมถึงแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเมืองต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทาง
อีกหนึ่งแนวทางคือการทดลองให้บริการรถ Feeder ฟรีหรือคิดค่าโดยสารในอัตราต่ำเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อเก็บข้อมูลว่าประชาชนขอนแก่นพร้อมลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากน้อยเพียงใด
ข้อมูลจากการทดลองจะถูกนำไปใช้ประกอบการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สถาบันการเงินและผู้ให้กู้ว่า ระบบขนส่งมวลชนมีโอกาสได้รับการตอบรับจากประชาชนเมื่อเปิดให้บริการจริง
เตรียมปรับปรุง EIA และแผนวิศวกรรม
ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โครงการจะให้ความสำคัญกับการปรับปรุงรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงด้านวิศวกรรมระบบราง พร้อมสรุปผลการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อเข้าสู่กระบวนการระดมทุน
LRT ขอนแก่นจึงไม่ได้ถูกวางให้เป็นเพียงโครงการก่อสร้างระบบราง แต่ยังเป็นต้นแบบการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยความร่วมมือขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และประชาชน โดยมุ่งสร้างระบบที่สามารถพึ่งพาตนเองทางการเงิน และไม่รอรับงบประมาณจากรัฐบาลส่วนกลางเพียงช่องทางเดียว
ชมคลิปสัมภาษณ์



Leave a Response