📊 ปกติผมร่วงวันละ 50-100 เส้น
🧬 กรรมพันธุ์-ฮอร์โมน DHT ตัวการหลัก
😰 เครียด-ป่วยหนัก กระตุ้นผมร่วง
💊 มียา Finasteride และ Minoxidil รักษา
🔬 เทคโนโลยี LLLT และปลูกผมเป็นทางเลือก
โดยทั่วไปคนเราจะมีผมร่วงวันละประมาณ 50-100 เส้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของวงจรเส้นผม แต่หากร่วงมากกว่านั้นจนสังเกตเห็นว่าผมบางลงอย่างชัดเจน ควรเริ่มตั้งข้อสงสัยและหาสาเหตุที่แท้จริง เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหรือความผิดปกติในร่างกาย
พญ.ศกุนี นิรันดร์วิชย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาตจวิทยา โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท อธิบายว่า ภาวะผมร่วงในทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ผมร่วงแบบไม่มีแผลเป็น (non-scarring alopecia) และผมร่วงแบบมีแผลเป็น (scarring alopecia) โดยสาเหตุสามารถแบ่งได้เป็นปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ ผมร่วงจากกรรมพันธุ์และฮอร์โมน หรือ Androgenetic alopecia (AGA) ซึ่งพบมากในเพศชาย เกิดจากความไวของหนังศีรษะต่อฮอร์โมนดีเอชที (DHT: dihydrotestosterone) ส่งผลให้เส้นผมลีบเล็ก อายุสั้น และหลุดร่วงง่าย อาการมักเริ่มตั้งแต่อายุ 18-25 ปี ผมจะบางบริเวณด้านหน้าและกลางศีรษะ และมักมีประวัติคนในครอบครัวศีรษะล้าน
นอกจากนี้ ยังมีภาวะผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia areata) จากความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน ผมร่วงจากความเครียดหรือการเจ็บป่วยรุนแรง (Telogen effluvium) ซึ่งมักเกิดหลังป่วยประมาณ 3 เดือน เช่น ไข้สูง ไข้เลือดออก ความเครียดสะสม หรือการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเฉียบพลันในคุณแม่หลังคลอด รวมถึงโรคแพ้ภูมิตนเอง SLE/DLE ความผิดปกติของไทรอยด์ ภาวะขาดธาตุเหล็ก โปรตีน วิตามินดี การลดน้ำหนักรวดเร็ว โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น ซิฟิลิส และภาวะดึงผมจากปัญหาทางจิตใจ (Trichotillomania)
สำหรับปัจจัยภายนอก ผมร่วงอาจเกิดจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัด ยากดภูมิคุ้มกัน ยาละลายลิ่มเลือด ยากันชัก ยาลดความดันบางชนิด ยารักษาโรคข้อเสื่อมข้ออักเสบ ยาลดความเครียดบางชนิด ยารักษาสิวที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ และยาคุมกำเนิด รวมถึงการติดเชื้อราที่หนังศีรษะ การฉายรังสีรักษามะเร็ง และพฤติกรรมทำร้ายเส้นผม เช่น ดึง มัดแน่น ถักเปียติดหนังศีรษะ ใช้สารเคมีดัด ย้อม ทำสีผม หรือใช้ความร้อนสูงจากอุปกรณ์จัดแต่งทรงผมและแสงแดด ซึ่งทำลายเคราตินในเส้นผมจนเปราะและขาดง่าย
ด้านแนวทางการรักษา พญ.ศกุนีแนะนำว่า หากพบผมร่วงผิดปกติควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เพราะหากรักษาได้ตรงจุดจะช่วยชะลอหรือฟื้นฟูเส้นผมได้รวดเร็ว โดยในเพศชายอาจใช้ยาฟิแนสเตอไรด์ (Finasteride) ซึ่งยับยั้งเอนไซม์ 5α-reductase ลดระดับ DHT ที่หนังศีรษะ ต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน และหากหยุดยา ผมอาจกลับมาร่วงภายใน 4-12 เดือน ผลข้างเคียงพบได้น้อย เช่น ความต้องการทางเพศลดลงประมาณ 1.2-1.8% และควรงดยาอย่างน้อย 1 เดือนก่อนบริจาคเลือด
ส่วนยาทาไมนอกซิดิล (Minoxidil) ช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม โดยเริ่มเห็นผลหลังใช้ต่อเนื่องประมาณ 6 เดือน หากหยุดใช้ อาการผมร่วงจะค่อยๆ กลับมาภายใน 4-6 เดือน อาจมีผลข้างเคียง เช่น ระคายเคืองผิวหนังหรือมีขนขึ้นบริเวณใบหน้า
ในกรณีขาดวิตามินดีหรือธาตุเหล็ก ควรเสริมภายใต้คำแนะนำแพทย์ เนื่องจากการรับประทานเกินขนาดอาจเกิดพิษสะสมได้ ขณะที่อาหารเสริมบางชนิด เช่น ไบโอติน สังกะสี โสม อัญชัน สนหางม้า ใบแปะก๊วย ยังมีข้อมูลทางการแพทย์ที่ไม่ชัดเจน
ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยี Low-Level Laser Therapy (LLLT) เช่น แสง LED และเลเซอร์ เพื่อกระตุ้นการเจริญของเส้นผม รวมถึงการปลูกผมโดยย้ายรากผมจากบริเวณท้ายทอยซึ่งไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากฮอร์โมน มาปลูกในจุดที่ต้องการ และการดูแลเส้นผมอย่างอ่อนโยน เลี่ยงความร้อนและสารเคมีรุนแรง
ทั้งนี้ หากผมร่วงเกินวันละ 100 เส้นต่อเนื่อง ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุอย่างละเอียด เพราะผมบางและผมร่วงอาจเป็นมากกว่าปัญหาความสวยงาม แต่เป็นสัญญาณเตือนสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม
#ผมร่วง #ผมบาง #ศีรษะล้าน #ดูแลสุขภาพ #เทรนด์สุขภาพ
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์




Leave a Response