กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แนะนำประชาชนจัด “กระเป๋าฉุกเฉิน” (Emergency Bag) พร้อมสิ่งของจำเป็น 6 หมวด เพื่อดูแลตนเองและครอบครัวในช่วง 72 ชั่วโมง หรือ 3 วันแรกหลังเกิดภัย ทั้งกรณีต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงและการเตรียมสิ่งของไว้ใช้ระหว่างอยู่บ้านรอความช่วยเหลือ โดยเน้นให้เพียงพอต่อการใช้งาน พกพาสะดวก และตรวจเช็กความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ ภายใต้แนวคิด “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” [1]
คำแนะนำดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 โดยนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุว่า การเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินเป็นหนึ่งในมาตรการลดความเสี่ยงที่ ปภ. สร้างการรับรู้มาอย่างต่อเนื่อง และเป็นการเตรียมพร้อมขั้นพื้นฐานสำหรับภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินหลายรูปแบบ [1]
ทำไมต้องเตรียมให้พอ 72 ชั่วโมง
นายนิรัตน์อธิบายว่า “72 ชั่วโมงแรก” เป็นมาตรฐานสากลในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติและสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะ 3 วันแรกหลังเกิดภัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประชาชนต้องดูแลตนเอง ขณะที่ภาครัฐกระจายความช่วยเหลือเข้าไปในแต่ละพื้นที่ การเตรียมน้ำ อาหาร และอุปกรณ์สำหรับตนเองและครอบครัวจึงมีเป้าหมายเพื่อให้ดำรงชีพเบื้องต้นได้ระหว่างรอความช่วยเหลือ [2]
เปิดรายการของจำเป็น 6 หมวด
ยาและสุขภาพ: เตรียมทั้งอุปกรณ์และข้อมูลการรักษา
สิ่งของหมวดแรก ได้แก่ ชุดปฐมพยาบาล ยาสามัญประจำบ้าน ยาประจำตัว และเอกสารประวัติการรักษา โดยการจัดเตรียมควรครอบคลุมความจำเป็นของสมาชิกในครอบครัว ไม่ใช่มีเพียงยาสามัญ แต่รวมถึงยาที่แต่ละคนต้องใช้และข้อมูลการรักษาที่เกี่ยวข้องด้วย [3]
อาหารและน้ำ: ยึดปริมาณต่อคนต่อวัน
ปภ. แนะนำให้เตรียมน้ำดื่ม 3 ลิตรต่อคนต่อวัน พร้อมอาหารพร้อมรับประทานและขนมให้พลังงาน โดยคำนึงถึงจำนวนสมาชิกและระยะเวลาที่ต้องใช้ หากในครอบครัวมีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย ควรเตรียมอาหารสำหรับบุคคลเหล่านี้ไว้ด้วย [4] [3]
จุดที่ต้องอ่านให้ชัดคือ “3 ลิตรต่อคนต่อวัน” ไม่ใช่น้ำดื่ม 3 ลิตรสำหรับตลอด 72 ชั่วโมง การเตรียมน้ำและอาหารจึงต้องมองให้ครอบคลุมช่วง 3 วันแรกหลังเกิดภัย ตามเป้าหมายของคำแนะนำ [4]
สำหรับข้อความในคำแนะนำฉบับย่อที่ระบุว่า “ขั้นต่ำ น้ำดื่ม 3 ลิตร / อาหาร 3 มื้อ ต่อคน” บรรทัดดังกล่าวไม่ได้กำหนดช่วงเวลาไว้ จึงไม่ควรตีความว่าเป็นปริมาณรวมสำหรับ 72 ชั่วโมง โดยรายละเอียดหมวดอาหารและน้ำระบุปริมาณน้ำดื่มชัดเจนที่ 3 ลิตรต่อคนต่อวัน ส่วนอาหารต้องเตรียมให้เพียงพอตลอดช่วงที่วางแผนดูแลตนเอง
อุปกรณ์สื่อสารและเครื่องมือ: พร้อมติดตามข่าวและขอความช่วยเหลือ
เตรียมโทรศัพท์มือถือ พาวเวอร์แบงก์ ไฟฉาย ถ่านสำรอง และวิทยุทรานซิสเตอร์สำหรับฟังข่าวหากสัญญาณอินเทอร์เน็ตถูกตัดขาด รวมถึงนกหวีดสำหรับส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ส่วนเครื่องมืออื่นตามรายการของ ปภ. ได้แก่ เทียนไข ไฟแช็ก สมุด ปากกา มีดพก กรรไกร เชือก และเทป [2]
เอกสารและเงินสด: จัดเก็บให้พ้นความเสียหายจากน้ำ
เตรียมเอกสารสำคัญพร้อมสำเนา ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน บัตรประกันสุขภาพ ใบขับขี่ สมุดบัญชี และโฉนดที่ดิน รวมถึงกุญแจสำรองและเงินสด โดยเก็บไว้ในซองหรือถุงซิปล็อกกันน้ำ เงินสดเป็นสิ่งที่ ปภ. แนะนำให้เตรียมสำหรับกรณีที่ไม่สามารถทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบออนไลน์ได้ [2]
การจัดเก็บเอกสารไว้ในซองหรือถุงกันน้ำเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อม เพื่อป้องกันเอกสารสำคัญเสียหายระหว่างเกิดภัย ไม่ใช่เพียงรวบรวมเอกสารให้ครบเท่านั้น [3]
สุขอนามัยส่วนบุคคล: ของใช้ประจำวันยังจำเป็น
เตรียมทิชชู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน อุปกรณ์อาบน้ำ และถุงขยะ ให้พร้อมสำหรับดูแลความสะอาดส่วนบุคคลในช่วงเผชิญเหตุ ของใช้หมวดนี้ควรจัดเตรียมควบคู่กับอาหาร ยา และอุปกรณ์อื่น ไม่แยกออกจากการตรวจความพร้อมของกระเป๋า [3]
เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม: เตรียมให้พอใช้ช่วงแรก
รายการที่ ปภ. แนะนำ ได้แก่ เสื้อผ้าสำรอง เสื้อกันฝน หมวก ผ้าห่มหรือถุงนอน โดยเตรียมให้เพียงพอสำหรับช่วงเผชิญเหตุแรกเริ่ม และพิจารณาร่วมกับหลักการจัดกระเป๋าที่ต้องพกพาได้สะดวก [1] [5]
พร้อมอพยพ และมีของสำรองเมื่ออยู่บ้าน
การเตรียมพร้อมตามคำแนะนำครอบคลุมทั้งสองสถานการณ์ คือ การหยิบกระเป๋าติดตัวเมื่อต้องอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง และการมีสิ่งของจำเป็นสำหรับอยู่ในบ้านรอความช่วยเหลือ โดยกรณีหลังสามารถจัดเก็บเป็นคลังย่อยในบ้านให้พอใช้ 72 ชั่วโมงได้
สำหรับกระเป๋าที่ต้องพกออกจากบ้าน ปภ. เน้นว่า ควรมีน้ำหนักเบา กันน้ำได้ และวางไว้ในจุดที่หยิบใช้ได้ทันที สิ่งสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การรวบรวมของครบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพร้อมนำติดตัวออกจากพื้นที่เมื่อจำเป็นด้วย [2]
จัดกระเป๋าแล้ว ต้องตรวจเช็กต่อเนื่อง
สิ่งของที่เตรียมไว้ต้องได้รับการตรวจเช็กสภาพการใช้งานและวันหมดอายุอยู่เสมอ เพื่อป้องกันปัญหาสิ่งของหมดอายุหรือชำรุดจนไม่สามารถนำมาใช้ได้เมื่อเกิดภัย การมีกระเป๋าฉุกเฉินจึงต้องควบคู่กับการดูแลสิ่งของภายในให้พร้อมใช้งาน ไม่ใช่จัดเก็บแล้วปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตรวจสอบ [3]
“ทุกบ้านควรมีกระเป๋าฉุกเฉิน หรือ Emergency Bag” นายนิรัตน์กล่าว พร้อมระบุว่า กระเป๋าดังกล่าวช่วยให้ประชาชนมีสิ่งของพร้อมพกติดตัวเมื่อต้องอพยพ ไม่ว่าจะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ สงครามไซเบอร์ หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ [2]
ไม่ใช่การเตรียมรับมือเฉพาะความขัดแย้งระหว่างประเทศ
นายนิรัตน์กล่าวถึงที่มาของคำแนะนำว่า หลายประเทศทั่วโลกมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนสำรองอาหาร เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็นให้เพียงพอสำหรับ 72 ชั่วโมง เพื่อรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อประเทศที่ต้องเตรียมรับมือสภาวะดังกล่าว แต่ ปภ. ได้รณรงค์เรื่องกระเป๋าฉุกเฉินมาอย่างต่อเนื่อง [1]
การเตรียมพร้อมนี้ยังครอบคลุมภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉินอื่น เช่น น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม แผ่นดินไหว โรคระบาด ไฟไหม้ จลาจล และการก่อวินาศกรรม จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ [2]
ปภ. เตรียมกำลัง เครื่องจักร และระบบแจ้งเตือน
ในส่วนของภาครัฐ ปภ. ระบุว่า ได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัย เจ้าหน้าที่ชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าผ่านระบบ Cell Broadcast และช่องทางต่าง ๆ ที่ครอบคลุม รวมถึงการเผชิญเหตุและการบรรเทาทุกข์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยพร้อมประสานหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำแผนรองรับสถานการณ์ภัยฉุกเฉินต่าง ๆ สร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้ประชาชน [1]
สารสำคัญของคำแนะนำเรื่อง “กฎการเอาตัวรอด 72 ชั่วโมง” คือ การเตรียมพร้อมดูแลตนเองและครอบครัวในช่วงแรกหลังเกิดภัย ภายใต้ข้อความเตือนใจ “เราต้องรอด” และ “เตรียมพร้อมวันนี้อาจช่วยชีวิตได้ในวันหน้า”
ที่มาของข้อมูลต้นฉบับ: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกองส่งเสริมการป้องกันสาธารณภัย
เอกสารอ้างอิงที่ระบุในต้นฉบับ: The Sphere Handbook 2018 และ FEMA Disaster Supplies Checklists
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน


