เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 ตุลาคม 2569 นายศุภฤกษ์ ต่อพันธุ์ ผู้จัดการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคอีสานตอนบน (สคล.) เปิดเผยว่า จากการชักชวนประชาชนในพื้นที่ 11 จังหวัดภาคอีสานตอนบน ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางของรัฐสภาต่อร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) 4 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนกีฬา พบว่าตามข้อมูลที่เครือข่ายได้รับ เสียงของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวมีมากกว่า 80% จึงเรียกร้องให้รัฐบาล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี รับฟังเสียงประชาชนและนำไปประกอบการพิจารณายกเลิกหรือถอนร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ พร้อมย้ำว่าทุกองค์กรและกองทุนที่ได้รับเงินภาษีโดยตรงควรอยู่ภายใต้มาตรฐานหรือกฎหมายเดียวกัน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และใช้เงินอย่างคุ้มค่า
นายศุภฤกษ์ กล่าวว่า การดำเนินงานของเครือข่ายในพื้นที่ 11 จังหวัดภาคอีสานตอนบน ได้ผ่านขั้นตอนแรกของการชักชวนประชาชนให้แสดงความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ผ่านลิงก์รับฟังความคิดเห็นของรัฐสภาแล้ว โดยระบุว่าเสียงส่วนใหญ่ของผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นจากพื้นที่ภาคอีสานตอนบนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว คิดเป็นมากกว่า 80%
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามคือรัฐบาลจะรับฟังเสียงเหล่านี้หรือไม่ รวมถึงนายกรัฐมนตรีจะนำความคิดเห็นของประชาชนไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณายกเลิกหรือถอนร่างกฎหมายหรือไม่ จึงขอฝากไปถึงรัฐบาล คณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นกระบอกเสียงของประชาชน ทั้งในการอภิปรายและลงมติว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับในกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา
นายศุภฤกษ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญที่ภาคประชาชนมีความกังวลคือการแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกแหล่งที่มาของเงินกองทุน เนื่องจากปัจจุบันมีเงินจากกองทุนที่สามารถนำไปดำเนินงานให้ประชาชนเข้าถึงการสนับสนุนได้โดยตรง แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงตามร่างกฎหมาย เงินดังกล่าวจะเข้าสู่ระบบงบประมาณของรัฐ และหาก สสส. หรือไทยพีบีเอสต้องการใช้เงิน ก็จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจัดสรรงบประมาณรายปีตามความเหมาะสม
ทั้งนี้ ความเหมาะสมของการจัดสรรงบประมาณจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของรัฐบาล ซึ่งเป็นข้อกังวลของภาคประชาชนว่าอาจทำให้การเข้าถึงการสนับสนุนหรือบริการที่เคยได้รับโดยตรงลดลง และต้องผ่านกลไกหรือขั้นตอนอื่นเพิ่มเติม ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร
สำหรับประเด็นความโปร่งใส นายศุภฤกษ์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับหลักการที่ สสส. และไทยพีบีเอส ต้องดำเนินงานด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่ โดยทั้ง 2 องค์กรต่างมีกระบวนการตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และผู้สอบบัญชีอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญอาจอยู่ที่การสื่อสารข้อมูลไปยังประชาชน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่หรือบางส่วนอาจยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบดังกล่าวได้อย่างชัดเจน จึงเป็นหน้าที่ของทั้ง 2 องค์กรที่จะต้องหาวิธีสื่อสารให้ประชาชนรับทราบว่า มีกระบวนการตรวจสอบและสร้างความโปร่งใสอย่างไร รวมถึงสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปของการดำเนินงานได้
นายศุภฤกษ์ ยังกล่าวถึงหลักการบริหารจัดการกองทุนว่า ไม่ควรจำกัดมาตรฐานความโปร่งใสไว้เฉพาะ สสส. และไทยพีบีเอส เท่านั้น แต่ควรครอบคลุมทุกองค์กรที่ใช้เงินภาษีของประชาชน รวมถึงองค์กรที่ได้รับเงินอุดหนุนหรือเงินสนับสนุนจากภาครัฐ
เนื่องจากประเทศไทยยังมีกองทุนอีกกว่า 100 กองทุน ที่มีลักษณะได้รับเงินภาษีโดยตรง จึงเห็นว่าทุกกองทุนควรอยู่ภายใต้มาตรฐานหรือกฎหมายเดียวกัน โดยต้องมีความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่ใช่มุ่งแก้ไขเฉพาะกฎหมาย 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนกีฬาเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังต้องการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่รับทราบและเห็นการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชน ออกมาช่วยสะท้อนปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ เพราะเสียงของผู้แทนราษฎรมีความสำคัญอย่างมากในการนำข้อเท็จจริงไปอภิปรายและพิจารณาร่างกฎหมาย มากกว่าการปล่อยให้ประชาชนรายย่อยต้องออกมาส่งเสียงเพียงลำพัง
หากรัฐบาลยังไม่เห็นความสำคัญของเสียงประชาชน เครือข่ายภาคประชาชนและภาคีในพื้นที่ซึ่งมีความกังวลต่อผลกระทบจากการแก้ไขกฎหมาย ก็จะพยายามยกระดับการขับเคลื่อน เพื่อให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของประเด็นดังกล่าวมากยิ่งขึ้น
นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ต้องการวิงวอนให้ภาครัฐและรัฐบาลมองภาคประชาชนเป็นหุ้นส่วนทางสังคม เพราะไม่ได้หมายความว่าภาครัฐทำงานได้ไม่ดี หรือภาคประชาชนทำงานได้ดีกว่ารัฐ แต่ทั้งสองฝ่ายต่างมีจุดแข็งที่สามารถนำมาร่วมกันแก้ไขปัญหาสังคมได้
สิ่งสำคัญในขณะนี้คือการหันหน้ามาพูดคุยกัน หาจุดกึ่งกลางและแนวทางที่จะเดินหน้าร่วมกัน โดยใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน แทนการแยกกันดำเนินงาน พร้อมทั้งไม่ลดทอนคุณค่าของผู้ปฏิบัติงาน และสร้างกำลังใจให้กับคนทำงานในทุกภาคส่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสังคมเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน


