ชาวบ้านหนองเต่าน้อย ต.โนนพะยอม อ.ชนบท จ.ขอนแก่น ร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาความปลอดภัย หลังระบุว่าชายวัย 62 ปีขี่รถจักรยานยนต์ถือมีดตัดอ้อยไล่เด็กประมาณ 6–7 คนที่กำลังเล่นอยู่ในวัด เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2569 จนเด็กต้องวิ่งหนีเข้าร้านค้าห่างจากวัดประมาณ 50 เมตร ขณะที่ตำรวจ สภ.ชนบท เปิดเผยว่าจับกุมชายรายนี้ดำเนินคดีเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว พร้อมวางแผนประสานประเมินอาการและส่งบำบัด ส่วนญาติยืนยันต้องการให้ได้รับการรักษา แต่หวาดกลัวว่าจะถูกกล่าวโทษและอาฆาตเหมือนที่ผ่านมา
พ.ต.อ.สุริยเมศศ์ ภักดีวิวัฒน์ ผู้กำกับการ สภ.ชนบท กล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจจับกุมชายรายนี้ดำเนินคดีข้อหา “เสพยาเสพติดให้โทษโดยผิดกฎหมาย และเป็นผู้ขับขี่รถขณะมีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย” แล้ว ที่ผ่านมาเคยจับกุมหลายครั้งและส่งบำบัดฟื้นฟู พร้อมติดตามดูแลทุกวัน โดยประสานกำนันและผู้ใหญ่บ้านช่วยดูแล

พ.ต.อ.สุริยเมศศ์ ระบุว่า ชายรายนี้อยู่ในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชจากสารเสพติด จึงประสานกำนันและผู้ใหญ่บ้านไว้แล้วว่า เมื่อออกจากเรือนจำครั้งนี้ จะประสานโรงพยาบาลชนบทให้นำตัวประเมินอาการ และส่งบำบัดทั้งด้านจิตเวชและยาเสพติดที่โรงพยาบาลธัญญารักษ์ขอนแก่น
ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 18 ต.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ร้านค้าบ้านเลขที่ 23 หมู่ 7 บ้านหนองเต่าน้อย ต.โนนพะยอม อ.ชนบท จ.ขอนแก่น พบกับ น.ส.วรากร หรือมด อายุ 30 ปี เจ้าของคลิป ซึ่งพาดูบริเวณหน้าร้านและเปิดภาพกล้องวงจรปิดให้ดู โดยระบุว่าร้านอยู่ห่างจากวัดประมาณ 50 เมตร และเป็นจุดที่เด็กวิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือ
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีขึ้นหลังผู้สื่อข่าวตรวจสอบโพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Kanokpond Saengkantha เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2569 ซึ่งเผยแพร่คลิปพร้อมข้อความร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไขปัญหาความปลอดภัย ผู้โพสต์ระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยมีเหตุอาละวาดชาวบ้าน และครั้งล่าสุดมีชายเข้าไปหาเรื่องเด็กที่เล่นอยู่ในวัดพร้อมถือมีดไล่ จึงกังวลว่าจะเกิดอันตราย
คลิปที่ผู้สื่อข่าวตรวจสอบเป็นภาพกล้องวงจรปิดหลายมุมของร้านค้า ช่วงเวลาประมาณ 11.15 น. วันที่ 17 ต.ค. 2569 ช่วงหนึ่งเห็นบุคคลรายหนึ่งวิ่งอยู่บริเวณถนน ก่อนมีเด็กและบุคคลอีกหลายคนวิ่งเข้ามาบริเวณหน้าร้าน ส่วนภาพจากกล้องภายในร้านเห็นผู้ใหญ่และเด็กรวมตัวกันอยู่ด้านใน

น.ส.วรากร เล่าว่า เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 17 ต.ค. 2569 ขณะเด็กในหมู่บ้านประมาณ 6–7 คนกำลังเล่นอยู่ในวัด นายสุนิต อายุ 62 ปี ชาวบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน พกมีดตัดอ้อยและขี่รถจักรยานยนต์ไล่เด็ก พร้อมกล่าวหาว่าเด็กฆ่าลูกของตน เด็กจึงวิ่งหนีออกจากวัดมาขอความช่วยเหลือภายในร้านค้าของเธอ โดยกล้องวงจรปิดบันทึกภาพช่วงที่เด็กวิ่งเข้ามาไว้ได้ ระหว่างนั้นมีลูกค้าชายมาที่ร้าน ก่อนชายรายนี้จะยอมย้อนกลับไป
น.ส.วรากร กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยมีเหตุอาละวาดชาวบ้านมาแล้ว ทำให้กังวลเรื่องความปลอดภัย โดยในบ้านมีแต่ผู้หญิงและเด็ก กลัวว่าจะมีใครถูกทำร้ายจนได้รับอันตราย พร้อมตั้งคำถามว่า หากเกิดความสูญเสียขึ้น หรือหากเด็กเสียชีวิตจากเหตุการณ์วันที่ 17 ต.ค. 2569 ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ จึงนำคลิปมาเผยแพร่เพื่อขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบและช่วยแก้ปัญหา ขณะที่ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการ ก่อนเกิดเหตุรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต
ด้านนางมะลิวัลย์ อายุ 61 ปี เจ้าของร้านค้า เล่าว่า ชายรายนี้มักถือมีดขี่รถจักรยานยนต์ไปถามหาลูกและภรรยา กล่าวหาว่ามีคนนำไปซ่อนหรือทำร้าย และเคยมาที่ร้านแล้ว 2–3 ครั้ง ลูกสาวของตนบอกว่าไม่มีลูกและภรรยาของเขาอยู่ที่นี่ ก่อนที่ชายรายนี้จะยอมออกไป
นางมะลิวัลย์ ให้ข้อมูลว่า ชายรายนี้อาศัยอยู่คนเดียว แยกทางกับภรรยามานานแล้ว มีลูกชาย 2 คนที่ไปทำงานและไม่ค่อยกลับมาหา นอกจากเหตุการณ์ล่าสุด ก่อนหน้านี้เคยเข้าไปถามหาลูกและภรรยาที่วัด ขณะมีแม่ขาวอยู่ 2 คน ก่อนใช้มีดฟันห้องน้ำ โดยกล่าวหาว่ามีคนนำลูกไปซ่อนไว้ภายใน ทำให้แม่ขาวหวาดกลัว
แม่ขาวคนหนึ่งมีอายุกว่า 80 ปี เคลื่อนไหวไม่คล่อง ส่วนอีกคนวิ่งมาที่ร้านเพื่อตามหาผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แต่ไม่พบ โดยมีอาการตัวสั่นและบอกว่าจะเป็นลม ลูกสาวของนางมะลิวัลย์จึงนำยาดมและยาหม่องมาให้ เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ทำให้กังวลว่าหากเกิดเหตุทำร้ายคนขึ้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ระหว่างลงพื้นที่ภายในหมู่บ้าน ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลว่า ชายที่ถูกร้องเรียนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไปตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. 2569 และขณะลงพื้นที่ยังอยู่ที่ สภ.ชนบท จากนั้นผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับญาติที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ถึงพฤติกรรมที่ผ่านมาและประเด็นการนำตัวเข้ารับการบำบัดรักษา
ญาติให้ข้อมูลว่า ชายรายนี้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและมีพฤติกรรมรุนแรงเพิ่มขึ้น ญาติไม่ได้นิ่งนอนใจและเคยพาเข้ารับการบำบัดแล้วครั้งหนึ่ง แต่ภายหลังกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้แจ้งตำรวจมาจับ และยังถูกกล่าวโทษเรื่องนี้จนถึงปัจจุบัน ทำให้หวาดกลัวว่าจะถูกอาฆาตหรือกลับมาก่อเหตุซ้ำ จึงไม่กล้าเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง และต้องการให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ
ญาติยังเล่าว่า ชายรายนี้เคยมาอาละวาดเรื่องเงินและทรัพย์สิน กล่าวหาว่าญาตินำเงินไปใช้ บางครั้งอ้างเป็นเงินถึง 9–10 ล้านบาท ซึ่งญาติระบุว่าเป็นเรื่องที่ชายรายนี้กล่าวขึ้นเอง นอกจากนี้ยังเคยถือมีดมาบริเวณบ้านและข่มขู่จะทำร้ายคนในบ้าน ญาติจึงไม่อยากโต้เถียงเพราะกลัวเกิดอันตราย
ส่วนเหตุไล่เด็ก ญาติระบุว่า ชายรายนี้กล่าวหาเด็กกลุ่มนั้นว่าฆ่าลูกของตน และที่ผ่านมาเคยใช้มีดฟันบ้านชาวบ้านหลายครั้ง สำหรับการดูแลหลังเข้ารับการบำบัด ญาติยังกังวลเรื่องการรักษาต่อเนื่องและการรับประทานยา เพราะญาติบางคนไม่ได้อยู่บ้านเป็นประจำ จึงไม่ทราบว่าชายรายนี้รับประทานยาสม่ำเสมอหรือไม่ ขณะเดียวกันก็กลัวว่าหากเข้าไปติดตามดูแล จะถูกกล่าวหาหรืออาฆาตอีก
ส่วนประเด็นที่มีการระบุว่าญาติไม่เซ็นยินยอมให้นำตัวไปบำบัด ญาติยืนยันว่า ครอบครัวต้องการให้ชายรายนี้ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้น แต่กังวลว่าจะถูกมองว่าเป็นต้นเหตุให้ถูกตำรวจจับเหมือนครั้งก่อน หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำตัวไปบำบัดรักษาได้ ก็ต้องการให้ดำเนินการ โดยขอให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้จัดการตามขั้นตอน และญาติไม่ขอเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง เนื่องจากหวาดกลัวว่าจะถูกกล่าวโทษและเกิดเหตุซ้ำ
สำหรับพฤติกรรมก่อนเกิดเหตุ พ.ต.อ.สุริยเมศศ์ กล่าวว่า กำนันเคยเข้าไปพูดคุยกับชายรายนี้ ซึ่งยังสื่อสารรู้เรื่อง แต่มีอาการคิดว่าจะมีคนมาทำร้ายลูก เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ชายรายนี้เคยเข้าไปโวยวายในวัดเพียงลำพัง อ้างว่ามีคนจะทำร้ายลูก พระจึงแจ้งตำรวจเข้าจับกุมดำเนินคดีข้อหาเสพยาเสพติด หลังออกมาได้ประสานผู้นำชุมชนดูแล ซึ่งอาการดีขึ้น
พ.ต.อ.สุริยเมศศ์ กล่าวถึงเหตุการณ์วันที่ 17 ต.ค. 2569 ว่า ชายรายนี้กลับโวยวายจากในวัด ก่อนขี่รถจักรยานยนต์ออกมาตะโกนว่ามีคนทำร้ายลูก เมื่อผ่านหน้าร้านขายของชำซึ่งมีเด็กหลายคน เด็กเกิดความกลัว และทางร้านบันทึกภาพไว้ได้ตามคลิป
สำหรับขั้นตอนการส่งบำบัด พ.ต.อ.สุริยเมศศ์ กล่าวว่า ตามปกติต้องประสานญาติลงนามยินยอม แต่ชายรายนี้พ่อแม่เสียชีวิตแล้ว พี่น้องแยกบ้านกันอยู่ และเจ้าตัวอยู่บ้านคนเดียว จึงต้องให้ผู้นำชุมชนช่วยประสาน โดยชายรายนี้เคยรักษาที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่บ้านโนนพะยอม ซึ่งสามารถยืนยันประวัติการรักษาได้
พ.ต.อ.สุริยเมศศ์ กล่าวถึงปัญหาญาติกลัวถูกอาฆาตว่า พบในทางปฏิบัติหลายกรณี เพราะผู้ถูกดำเนินการอาจกลับมาทำร้ายญาติที่เข้าใจว่าเป็นผู้แจ้งเจ้าหน้าที่ แนวทางที่เคยใช้คือให้ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และโรงพยาบาลนำตัวไปให้แพทย์ประเมิน แล้วนำเอกสารยินยอมไปให้ญาติลงนามที่บ้าน โดยไม่ต้องพบกันและไม่ให้เจ้าตัวทราบว่าญาติเป็นผู้ประสาน
หากญาติไม่ยอมลงนามจริง ๆ พ.ต.อ.สุริยเมศศ์ กล่าวว่า ต้องหารือโรงพยาบาลเรื่องใช้ความยินยอมจากผู้นำชุมชน พร้อมให้ รพ.สต. ยืนยันประวัติการรักษา
สำหรับปัญหายาเสพติด พ.ต.อ.สุริยเมศศ์ กล่าวว่า ได้หารือเรื่องนี้กับนายอำเภอในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการเมื่อวันศุกร์ เพื่อหาแนวทางแก้ไขระยะยาว ขณะนี้อำเภอกำลังจัดทำโครงการอำเภอสีขาว โดยจะเอกซเรย์พื้นที่ทีละตำบลให้เป็นตำบลสีขาวควบคู่กันไป
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน


