เมื่อการฟื้นฟูอาคารเก่าไม่ได้จบลงที่การเปลี่ยนป้ายหรือปรับโฉมร้านค้า แต่หมายถึงการสร้างเหตุผลใหม่ให้ผู้คนกลับมาใช้ชีวิตร่วมกัน “แก่นเก็ต” จึงเป็นความพยายามเปลี่ยนแลนด์มาร์กในความทรงจำของขอนแก่นให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของเมือง
อาคารหนึ่งหลังอาจเปลี่ยนชื่อได้ในเวลาไม่นาน แต่การทำให้ผู้คนกลับมารู้สึกผูกพันกับสถานที่เดิม ต้องอาศัยมากกว่ารูปลักษณ์ใหม่ที่สวยงาม โดยเฉพาะเมื่อโจทย์ไม่ได้มีเพียงการดึงลูกค้ากลับมาซื้อสินค้า หากยังรวมถึงการตอบคำถามว่า พื้นที่ใจกลางเมืองควรมีบทบาทอย่างไรในชีวิตของผู้คน
คำถามนี้ช่วยอธิบายทิศทางการเปลี่ยนผ่านของ “ตึกคอม” หรือ “โอเอซิส” อาคารที่คนขอนแก่นคุ้นเคยในย่านศรีจันทร์ สู่ “แก่นเก็ต (KAENKET)” โครงการภายใต้การพัฒนาของบริษัท ขอนแก่น อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด หรือ KKIC ที่ต้องการนำพื้นที่เดิมกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ โดยเชื่อมกิจกรรมทางธุรกิจเข้ากับคุณภาพชีวิตของคนเมือง
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการกลับมาของอาคารค้าปลีกแห่งหนึ่ง แต่คือความพยายามเปลี่ยนความหมายของสถานที่ จากพื้นที่ที่ผู้คนเดินทางมาเพื่อซื้อของ ไปสู่พื้นที่ที่พวกเขาอยากเข้ามาใช้เวลา พบปะ เรียนรู้ ทำงาน และมองเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในเมืองของตัวเอง
ไม่ใช่แค่ศูนย์การค้า แต่คือพื้นที่สำหรับ “คราฟต์ชีวิต”
แก่นเก็ตเลือกนิยามตัวเองว่าเป็น “ศูนย์การคราฟต์ชีวิตและธุรกิจ” แทนการจำกัดบทบาทไว้เพียงห้างสรรพสินค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ โดยสื่อสารแนวคิด “The New Spirit of Isan” หรือจิตวิญญาณใหม่ของอีสาน ผ่านการผสมผสานกิจกรรมด้านการค้า อาหาร เทคโนโลยี และการเรียนรู้ไว้ด้วยกัน
คำว่า “คราฟต์” ในที่นี้จึงไม่ได้หมายถึงงานฝีมือเพียงอย่างเดียว แต่สามารถมองได้ถึงกระบวนการค่อย ๆ ออกแบบและประกอบสร้างชีวิต ทั้งการเลือกใช้เวลา พัฒนาทักษะ ดูแลสุขภาพ สร้างความสัมพันธ์ และต่อยอดความฝันทางธุรกิจ
ภายใต้แนวคิดดังกล่าว อาคารทำหน้าที่เป็นฐานรองรับ ขณะที่สิ่งสำคัญคือผู้คน กิจกรรม และโอกาสที่จะถูกเติมลงไป การมีร้านค้าหลากหลายจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของโครงการ

ฐิติรัตน์ เจริญยิ่งวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป KKIC ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถ่ายทอดแนวคิดการพัฒนาแก่นเก็ต อธิบายบทบาทของพื้นที่ผ่านภาพที่ใกล้ตัวกว่านั้น นั่นคือการเป็น “ห้องรับแขก” และ “สนามหน้าบ้าน” ของคนขอนแก่น
“สถานที่คือ Foundation แต่สิ่งที่เราเติมลงไปคือความสำคัญ เราอยากให้ที่นี่เป็นเหมือนห้องรับแขก เป็นสนามหน้าบ้านที่ผู้คนมาพบปะ แลกเปลี่ยน ใช้เวลาที่มีคุณภาพ”
ภาพของห้องรับแขกสะท้อนการต้อนรับและการพบปะ ส่วนสนามหน้าบ้านสะท้อนพื้นที่ที่ผู้คนเข้ามาใช้งานได้อย่างเป็นกันเอง เมื่อวางสองภาพนี้ไว้ด้วยกัน แก่นเก็ตจึงไม่ได้ต้องการให้ทุกการมาเยือนจบลงด้วยการซื้อสินค้าเสมอไป แต่อาจเป็นการนั่งคุยงาน พาลูกมาเรียนหนังสือ ออกกำลังกาย หรือพักผ่อนระหว่างวัน
หากทำให้เกิดขึ้นได้จริง ความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่กับผู้ใช้บริการก็อาจเปลี่ยนจากการแวะมาเป็นครั้งคราว ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
เก็บอาคารเดิมไว้ แล้วเติมชีวิตใหม่ลงไป
การเปลี่ยนตึกคอมสู่แก่นเก็ตวางอยู่บนแนวทาง Adaptive Reuse หรือการปรับใช้อาคารเดิมให้รองรับบทบาทใหม่ ครอบคลุมพื้นที่พัฒนาราว 35,000 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด “From Void to Vibe” ที่ต้องการเปลี่ยนพื้นที่ซบเซาให้กลับมามีชีวิตชีวา พร้อมให้ความสำคัญกับทั้งคุณภาพชีวิตและคุณภาพของเมือง
ความท้าทายของแนวทางนี้อยู่ที่การทำงานกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว ทั้งโครงสร้างอาคาร รูปแบบการสัญจร และความคุ้นเคยของผู้ใช้งาน ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคต โดยไม่ทำให้สถานที่สูญเสียความเชื่อมโยงกับอดีตไปทั้งหมด
ในมุมนี้ อาคารเดิมจึงไม่ได้เป็นเพียงทรัพย์สินที่รอการปรับปรุง แต่ยังเป็นจุดเชื่อมระหว่างความทรงจำของผู้คนกับบทบาทใหม่ของย่าน การรักษาสถานที่ไว้แล้วเปลี่ยนวิธีใช้งาน อาจทำให้การพัฒนาเมืองไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการลบสิ่งเก่าออกเสมอไป
อีกองค์ประกอบสำคัญคือ “ป่าฮ่มเมือง” พื้นที่สีเขียวภายในโครงการที่ถูกนำมาใช้รองรับทั้งการพักผ่อนและกิจกรรมร่วมกัน โดยเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดงานช่วงเปิดบ้านของแก่นเก็ตด้วย
การจัดสรรพื้นที่ใจกลางเมืองให้กับต้นไม้และการพักผ่อน ชวนให้มองคุณค่าของโครงการกว้างกว่ารายได้จากพื้นที่เช่าเพียงอย่างเดียว เพราะพื้นที่ที่ไม่ได้สร้างยอดขายโดยตรง อาจเป็นส่วนที่ทำให้ผู้คนอยากกลับมา และช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจรอบข้างมีโอกาสเกิดขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม คุณค่าดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีสวนอยู่ในโครงการ แต่ขึ้นอยู่กับการดูแล การเข้าถึง และการทำให้ผู้คนรู้สึกว่าพวกเขาสามารถใช้พื้นที่นั้นได้จริงในชีวิตประจำวัน
จากวัตถุดิบและผ้าไหม สู่โอกาสใหม่ของธุรกิจท้องถิ่น
หากพื้นที่คือจุดเริ่มต้น ผู้ประกอบการท้องถิ่นก็คือผู้ที่จะเติมเนื้อหาและบุคลิกให้กับสถานที่ แก่นเก็ตจึงวางแนวทางเชื่อมทุนเดิมของอีสานเข้ากับรูปแบบการบริโภคร่วมสมัย โดยไม่ได้มองอัตลักษณ์ท้องถิ่นเป็นเพียงองค์ประกอบตกแต่ง แต่เป็นฐานสำหรับสร้างสินค้า บริการ และโอกาสทางการตลาด
ตัวอย่างสำคัญคือ “แก่นซูเปอร์มาร์เก็ต” ซึ่ง KKIC ร่วมพัฒนากับบริษัท เกียรติสินโฮลเซล จำกัด ผู้ประกอบการค้าส่งจากอำเภอบ้านไผ่ เพื่อสร้างซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียมไลฟ์สไตล์ใจกลางเมือง ความร่วมมือนี้สะท้อนการนำประสบการณ์ของธุรกิจท้องถิ่นมาต่อยอดในรูปแบบใหม่ แทนการเริ่มต้นโดยตัดขาดจากผู้ประกอบการเดิมของพื้นที่
ตามแนวทางที่วางไว้ ซูเปอร์มาร์เก็ตบนชั้น 1 จะคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพจากอีสานมาจัดวางร่วมกับสินค้านำเข้า เปิดโอกาสให้สินค้าท้องถิ่นเข้าถึงทั้งคนขอนแก่นและผู้มาเยือนผ่านประสบการณ์การเลือกซื้อที่ร่วมสมัย
นัยสำคัญของแนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงการนำ “ของดีอีสาน” มารวมไว้ในที่เดียว แต่คือการสร้างบริบทใหม่ให้สินค้าเหล่านั้นได้รับการมองเห็น เข้าใจ และเลือกซื้อจากคุณภาพของตัวเอง ไม่ใช่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะบทบาทของของฝาก
อีกด้านหนึ่งคือแผนพัฒนา โซนแก่น Craft และศูนย์ผ้าไหมแนวใหม่บนชั้น 3 ที่ต้องการรวบรวมงานหัตถกรรมและผ้าไหมจากแหล่งผลิตในอำเภอชนบท บ้านไผ่ และพล เข้าสู่พื้นที่กลางเมือง พร้อมแนวคิดบริการวัดตัวและตัดเย็บเฉพาะบุคคล หรือ Bespoke Tailoring
บริการดังกล่าวมีความหมายมากกว่าการเพิ่มความสะดวกให้ผู้ซื้อ เพราะช่วยเชื่อมผืนผ้าเข้ากับการใช้งานจริง ผ้าไหมที่มีคุณค่าในตัวเองจะได้รับการต่อยอดให้กลายเป็นเครื่องแต่งกายที่เหมาะกับรูปร่าง รสนิยม และโอกาสใช้งานของแต่ละคน
ขณะเดียวกัน พื้นที่จำหน่ายยังถูกวางบทบาทให้เป็นช่องทางรับฟังความต้องการของผู้บริโภค ก่อนส่งข้อมูลกลับไปยังผู้ผลิตในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสี รูปแบบ หรือการใช้งาน หากกระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเชื่อมท้องถิ่นสู่ตลาดที่กว้างขึ้นก็จะไม่ใช่เพียงการขนสินค้าออกจากชุมชน แต่รวมถึงการนำความเข้าใจตลาดกลับไปช่วยพัฒนาธุรกิจต้นทางด้วย
เจ็ดชั้นที่เชื่อมชีวิตประจำวันเข้าด้วยกัน
แนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตถูกแปลงเป็นแผนจัดพื้นที่ภายในอาคาร โดยแยกชั้นจอดรถ B1–B3 ออกจากพื้นที่ใช้งานหลัก 7 ชั้น และวางบทบาทของแต่ละชั้นให้รองรับกิจกรรมที่แตกต่างกัน แต่สามารถเชื่อมต่อกันได้ตลอดวัน
ตามแผนพัฒนา ชั้น 1 และชั้น 2 จะเป็นฐานของกิจกรรมด้านอาหารและการพบปะ ชั้น 1 ประกอบด้วยแก่นซูเปอร์มาร์เก็ตและโซนอาหาร ส่วนชั้น 2 มีร้านอาหารและ “ลานแก่นกลาง” สำหรับกิจกรรม นิทรรศการเรื่องราวของเมือง เวทีเสวนา และเวิร์กช็อป ทำให้การรับประทานอาหารสามารถเกิดขึ้นควบคู่กับการเรียนรู้และการใช้พื้นที่ร่วมกัน
ชั้น 3 เชื่อมอดีตกับอนาคตของอาคารผ่านการคงพื้นที่ธุรกิจไอทีจากตึกคอมไว้ พร้อมเพิ่มโซนแก่น Craft และศูนย์ผ้าไหมแนวใหม่ การอยู่ร่วมกันของเทคโนโลยีกับงานหัตถกรรมจึงสะท้อนวิธีคิดที่ไม่ได้มองว่าสิ่งเดิมต้องหายไปทั้งหมดเพื่อเปิดทางให้สิ่งใหม่
ชั้น 4 วางบทบาทเป็นพื้นที่การศึกษาและครอบครัว รองรับสถาบันติวเตอร์ โรงเรียนภาษา โรงเรียนสอนเต้น และกิจกรรมเสริมทักษะสำหรับเด็ก ขณะที่ ชั้น 5 มุ่งสร้างพื้นที่กินดื่มและสังสรรค์แบบกึ่งกลางแจ้ง เปิดรับลมธรรมชาติและมุมมองของเมือง เพื่อให้ประสบการณ์ใช้งานแตกต่างจากพื้นที่ภายในอาคารทั่วไป
ส่วน ชั้น 6 ถูกวางไว้สำหรับบริการสุขภาพและการดูแลตัวเอง ทั้งคลินิก สปา และบริการฟื้นฟูสุขภาพ ก่อนต่อเนื่องสู่ ชั้น 7 ซึ่งอยู่ในแผนพัฒนาเป็น SP Complex สำหรับกิจกรรมกีฬาและการออกกำลังกาย
เมื่อมองพื้นที่ทั้งหมดร่วมกัน รูปแบบผสมผสานหรือ Mixed-Use ของแก่นเก็ตจึงไม่ได้หมายถึงการรวมธุรกิจหลายประเภทไว้ในอาคารเดียวเท่านั้น แต่เป็นความพยายามเชื่อมกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของคนคนหนึ่งเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ซื้ออาหาร เรียนหนังสือ นัดพบเพื่อน ไปจนถึงดูแลสุขภาพ
โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงอยู่ที่การทำให้แต่ละส่วนสนับสนุนกัน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างดำเนินกิจกรรมอยู่คนละชั้น เพราะความหลากหลายจะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อผู้คนสามารถใช้งานต่อเนื่องได้อย่างสะดวกและเป็นธรรมชาติ

เมื่อโครงการหนึ่งไม่ได้เติบโตเพียงลำพัง
แก่นเก็ตยังถูกวางให้เชื่อมกับเครือข่ายธุรกิจและพื้นที่กิจกรรมของ KKIC ในย่านเดียวกัน ทั้ง Ad Lib Hotel Khon Kaen, Kaenkaew Live House และ Glowfish Co-working Space ซึ่งมีบทบาทรองรับผู้มาเยือน คนทำงาน และกิจกรรมทางธุรกิจที่แตกต่างกัน
หากโรงแรมเป็นจุดต้อนรับผู้เดินทาง และพื้นที่ทำงานร่วมกันเป็นจุดรวมของคนทำงานและผู้ประกอบการ แก่นเก็ตก็มีโอกาสทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมผู้คนเหล่านั้นเข้ากับชีวิตประจำวันของเมือง ผ่านอาหาร งานสร้างสรรค์ การเรียนรู้ และกิจกรรมสาธารณะภายในโครงการ
ความเชื่อมโยงนี้เป็นอีกมุมหนึ่งของแนวคิด “ขอนแก่นโมเดล” ที่บทสัมภาษณ์ให้ความสำคัญกับพลังความร่วมมือของภาคเอกชนและความผูกพันต่อบ้านเกิด โดยมองว่าการพัฒนาเมืองไม่จำเป็นต้องรอให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำทุกอย่างให้เสร็จ แต่สามารถเริ่มจากการนำทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายของแต่ละฝ่ายมาประกอบกัน
ในมุมของผู้บริหารโครงการ บทบาทของแก่นเก็ตจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การจัดหาพื้นที่ให้เช่า แต่ควรเป็นพื้นที่สนับสนุนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์เป็นธุรกิจที่ดำเนินต่อไปได้
“เรามองเห็นตัวเองเป็นผู้คอยอยู่เบื้องหลัง ที่ช่วยขับเคลื่อนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ ให้เปลี่ยนความฝันเป็นความจริงและเติบโตไปด้วยกัน”
ถ้อยคำนี้ทำให้ “The New Spirit of Isan” มีความหมายที่กว้างกว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพราะความร่วมสมัยของอีสานไม่จำเป็นต้องเกิดจากการละทิ้งรากเดิม แต่อาจเกิดจากการเปิดพื้นที่ให้คนที่มีความรู้ ความฝัน และความสามารถ ได้นำสิ่งที่มีอยู่มาต่อยอดในบริบทใหม่
การเปิดบ้านเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

แก่นเก็ตเริ่มเปิดพื้นที่ต้อนรับผู้คนผ่านกิจกรรมช่วง Soft Opening ระหว่างวันที่ 1–5 ตุลาคม 2569 โดยประกาศของโครงการระบุถึงกิจกรรมในพื้นที่ต่าง ๆ รวมถึง “เฮียเป้า มาร์เก็ต” ณ ป่าฮ่มเมือง
ตามรายละเอียดกิจกรรมที่ให้ไว้ การเปิดบ้านครอบคลุมพื้นที่ชั้น 2 ชั้น 3 ลานศรีจันทร์ และป่าฮ่มเมือง โดยผสมผสานดนตรีสด เวิร์กช็อปศิลปะ งานสร้างสรรค์ และอาหารท้องถิ่นเข้าด้วยกัน ส่วนเฮียเป้า Market รวบรวมร้านอาหาร 25 ร้านมาเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดึงผู้คนกลับมาใช้พื้นที่
การเปิดด้วยกิจกรรมหลากหลายเช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิดของโครงการที่ต้องการให้ผู้คนเข้ามามีประสบการณ์ร่วมกับสถานที่ มากกว่ารับรู้ผ่านภาพอาคารหรือรายชื่อร้านค้าเพียงอย่างเดียว ก่อนจะทยอยเติมบริการและพื้นที่ส่วนอื่นตามแผนพัฒนาต่อไป
อย่างไรก็ตาม งานเปิดบ้านเป็นเพียงก้าวแรก สิ่งที่จะสะท้อนความสำเร็จในระยะยาวคือ หลังจากบรรยากาศของงานเปิดตัวผ่านไปแล้ว ผู้คนยังมีเหตุผลที่จะกลับมาใช้พื้นที่หรือไม่ ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้รับโอกาสที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตจริงเพียงใด และพื้นที่สีเขียวกับพื้นที่กิจกรรมยังคงรองรับคนหลากหลายกลุ่มได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่
คำถามเหล่านี้ทำให้เรื่องราวของแก่นเก็ตมีความหมายไกลกว่าการรีโนเวทศูนย์การค้า เพราะการฟื้นฟูเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเมื่ออาคารกลับมาเปิดไฟเท่านั้น แต่เกิดขึ้นเมื่อสถานที่กลับมาเชื่อมผู้คนเข้าหากัน และสร้างโอกาสที่สัมพันธ์กับชีวิตของพวกเขา
จากตึกคอมในความทรงจำ สู่แก่นเก็ตในบทบาทใหม่ โครงการนี้จึงเป็นความพยายามหาคำตอบว่า เมืองจะเดินไปข้างหน้าอย่างไรโดยไม่ทิ้งสิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเป็นบ้าน
และบางที คุณค่าที่สำคัญที่สุดของแลนด์มาร์กแห่งหนึ่ง อาจไม่ใช่การทำให้ทุกคนรู้ว่าอาคารนั้นตั้งอยู่ตรงไหน แต่คือการทำให้ผู้คนรู้สึกว่า ภายในสถานที่แห่งนั้น ยังมีพื้นที่สำหรับชีวิตและอนาคตของพวกเขาอยู่ด้วย


