- เจ้าของที่ดินชี้เปิดทางให้ใช้ชั่วคราว
- ชาวบ้านบางส่วนต้องการใช้เป็นทางสัญจรต่อ
- วัดเริ่มสร้างกำแพงตามแนวเขตที่ดิน
- ศูนย์ดำรงธรรมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง
- ที่ดิน 4 แปลงอยู่ระหว่างดำเนินการ
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 1 ก.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจาก นายทวีศักดิ์ นารีคำ อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37 ม.3 บ.หนองม่วงใหญ่ ต.เก่างิ้ว อ.พล จ.ขอนแก่น พร้อมนำหลักฐานภาพถ่ายโฉนดที่ดิน ซึ่งมีชื่อ นางบุษบา นารีคำ อายุ 57 ปี ภรรยา เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินเนื้อที่ 2 งาน 82 ตารางวา มาแสดงต่อผู้สื่อข่าว หลังเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณหลังวัดชัยมงคล ซึ่งมีการเปิดให้ใช้เป็นทางสัญจรและทางปศุสัตว์ชั่วคราว ก่อนเกิดการคัดค้านเมื่อทางวัดเริ่มก่อสร้างกำแพงตามแนวเขตที่ดิน

นายทวีศักดิ์ระบุว่า เดิมวัดชัยมงคลมีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ 1 งาน ต่อมาในปี 2563 ทางวัดมีความประสงค์ขยายพื้นที่ให้เป็นขอบเขตของวัดและจัดให้มีมุมสงบสำหรับพระสงฆ์ จึงติดต่อเจ้าของที่ดินใกล้เคียงที่มีพื้นที่ติดกับวัด เพื่อขอซื้อที่ดินในราคาที่ใกล้เคียงกัน โดยคิดราคาตามจำนวนเนื้อที่และมีการพูดคุยลดหย่อนตามความเหมาะสม
สำหรับที่ดินของครอบครัวนายทวีศักดิ์ มีเนื้อที่ 2 งาน 82 ตารางวา ขณะนั้นตกลงราคากันที่ประมาณ 280,000 บาท ส่วนแปลงอื่นมีการลดหย่อนราคาตามการพูดคุย รวมทั้งหมดมีที่ดินจำนวน 5 แปลง โดยแปลงที่ 5 เจ้าของประสงค์ถวายให้วัดโดยไม่คิดมูลค่า

นายทวีศักดิ์กล่าวว่า ในปี 2563 ทางวัดได้ชำระเงินค่าที่ดินของครอบครัวตนครึ่งหนึ่งก่อน โดยช่วงเวลาดังกล่าวครอบครัวยังคงเก็บโฉนดที่ดินไว้ กระทั่งปี 2564 วัดชำระเงินครบทั้งหมด จึงมอบโฉนดให้ทางวัดนำไปดำเนินการเกี่ยวกับการโอนให้เป็นพื้นที่ของวัด
หลังจากนั้น มีชาวบ้านรายหนึ่งมาขอให้เปิดพื้นที่บางส่วนเพื่อใช้เป็นทางชั่วคราว สำหรับปศุสัตว์และการสัญจร หรือเป็นทางสำหรับวัวควายเดินไปหากินหญ้า ซึ่งนายทวีศักดิ์ระบุว่าได้ยินยอมให้ใช้เป็นการชั่วคราว และนับจากวันนั้นถึงปัจจุบันเป็นเวลาประมาณ 4-5 ปี
ปัญหาเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 เมื่อพระผู้ดูแลวัดมีแนวคิดก่อสร้างกำแพงล้อมพื้นที่ให้เป็นขอบเขตของวัด โดยตั้งใจสร้างไปจนสุดแนวเขตที่ดิน หลังดำเนินการก่อสร้างกำแพงไปได้ประมาณครึ่งหนึ่ง มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเข้ามาคัดค้าน โดยระบุว่าไม่สามารถปิดพื้นที่ดังกล่าวได้ และต้องเปิดไว้ให้ใช้เป็นทางสัญจรและทางสำหรับวัว ขณะที่นายทวีศักดิ์ระบุว่า บริเวณไม่ไกลกันยังมีถนนที่สามารถใช้สัญจรได้อีกหลายทาง

นายทวีศักดิ์กล่าวต่อว่า วันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา ตนพร้อมญาติโยมจำนวนหนึ่งเข้ามาดำเนินการปิดช่องบริเวณดังกล่าว หลังได้รับแจ้งว่ากลุ่มชาวบ้านที่ต้องการใช้พื้นที่เป็นทางสัญจรและทางปศุสัตว์ไม่ยินยอม และได้ร้องเรียนต่อผู้ใหญ่บ้าน ขอให้เข้ามาสั่งระงับการก่อสร้าง โดยให้เหตุผลว่าเส้นทางดังกล่าวมีการใช้สัญจรมานานเป็นสิบปีแล้ว
ต่อมาผู้ใหญ่บ้านเดินทางมาพูดคุยและขอให้หยุดดำเนินการไว้ก่อน โดยนายทวีศักดิ์ระบุว่า ตนเห็นว่าไม่สามารถหยุดได้ เนื่องจากต้องดำเนินการให้สำเร็จตามที่ทางวัดแจ้งไว้
นายทวีศักดิ์ระบุอีกว่า กลุ่มดังกล่าวไม่ได้ฟ้องร้องเพื่อขอกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกเปิดใช้มาเป็นเวลาหลายสิบปี จึงต้องการใช้เป็นช่องทางหรือถนนสัญจรต่อไป โดยก่อนหน้านี้มีการพูดกับตนในลักษณะว่า ต้องการเพียงใช้ทาง ไม่ได้ต้องการที่ดิน และตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่สามารถเปิดให้ใช้ต่อได้
ส่วนประเด็นการก่อสร้างกำแพง นายทวีศักดิ์ระบุว่า ไม่ทราบว่าพระผู้ดูแลวัดได้ปรารภเรื่องการปิดทางกับชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวโดยตรงหรือไม่ แต่ทราบว่ามีญาติโยมบริจาคเงินเพื่อใช้ในการก่อสร้างกำแพง จึงเชื่อว่าน่าจะมีการพูดถึงเรื่องการสร้างกำแพงกับญาติโยมมาก่อน จึงมีทุนทรัพย์เข้ามาสนับสนุนการก่อสร้าง
นายทวีศักดิ์กล่าวว่า ฝ่ายของตนไม่ได้เป็นผู้ร้องเรียนหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ฝ่ายที่ต้องการให้เปิดทางสัญจรเป็นผู้ยื่นเรื่องร้องเรียน โดยเบื้องต้นได้ร้องต่อศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งนายทวีศักดิ์คาดว่าเป็นวันที่ 7 ส.ค. ก่อนที่วันที่ 17 ส.ค. เจ้าหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมจะลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริง
การลงพื้นที่ดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมถึงปลัดอำเภออาวุโสเข้าร่วม โดยนายทวีศักดิ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้อธิบายว่า วัดมีสถานะเป็นนิติบุคคล และการดำเนินการเกี่ยวกับพื้นที่วัดเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามสิทธิและกฎหมาย อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาวบ้านอีกฝ่ายยังคงยืนยันว่าต้องใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นทางสัญจรต่อไป ทำให้ระหว่างการพูดคุยมีเหตุชุลมุนเกิดขึ้นบางส่วน
สำหรับสถานะของที่ดิน นายทวีศักดิ์ยืนยันว่า ปัจจุบันชื่อในโฉนดยังคงเป็นชื่อบุคคล โดยแปลงของครอบครัวยังปรากฏชื่อ นางบุษบา นารีคำ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แม้ก่อนหน้านี้จะมอบโฉนดให้ทางวัดดำเนินการแล้วก็ตาม
ต่อมาได้มีการติดต่อสำนักงานที่ดิน โดยนายทวีศักดิ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่แนะนำว่า เรื่องดังกล่าวควรดำเนินการในลักษณะการถวายที่ดินให้วัด ส่วนการซื้อขายที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไม่จำเป็นต้องนำมาเป็นประเด็นในการดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว
ปัจจุบันโฉนดที่ดินจำนวน 4 แปลงถูกส่งให้สำนักงานที่ดินดำเนินการแล้ว และมีการส่งเรื่องไปยังระดับจังหวัด ก่อนส่งกลับมาเพื่อดำเนินการรังวัด
นายทวีศักดิ์กล่าวว่า เมื่อเดินทางไปดำเนินการเรื่องที่ดิน เจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะออกมารังวัดในภายหลัง แต่ยังไม่ได้กำหนดวันและเวลาที่แน่นอน โดยจะดำเนินการรังวัดและรวมแปลง พร้อมสอบถามข้อมูลจากผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเกี่ยวกับประวัติและระยะเวลาการตั้งวัดในพื้นที่
นายทวีศักดิ์ยืนยันว่า ไม่ต้องการออกไปโต้แย้งหรือมีปากเสียงกับใคร แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงปรากฏ และให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน


