เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวติดตามความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ น.ส.ชมมณี หรือดา น้อยจันทร์ อายุ 62 ปี หรือ “ป้าดา” จากกรณีปิดทางเข้า-ออกวัดป่าอดุลยาราม เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 โดย พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น ระบุว่า พนักงานสอบสวนเตรียมออกหมายเรียก น.ส.ชมมณี เป็นครั้งที่ 2 ให้เข้าพบภายใน 15 วัน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา “ร่วมกันบุกรุก” หลังไม่มาตามหมายเรียกครั้งแรก และไม่มีการติดต่อประสานงานหรือแจ้งเหตุจำเป็น หากยังไม่มาพบพนักงานสอบสวนอีก จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อออกหมายจับ
พ.ต.อ.ยศวัจน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกครั้งที่ 1 ให้ น.ส.ชมมณี เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 แต่เมื่อครบกำหนด 24 ชั่วโมงแล้ว น.ส.ชมมณีไม่ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน และไม่มีการติดต่อประสานงานหรือแจ้งเหตุจำเป็นต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด
วันที่ 28 สิงหาคม 2569 จึงเป็นวันที่พนักงานสอบสวนต้องออกหมายเรียก น.ส.ชมมณี เป็นครั้งที่ 2 โดยยังคงกำหนดระยะเวลาเช่นเดิม คือ 15 วัน ให้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา “ร่วมกันบุกรุก”
พ.ต.อ.ยศวัจน์ ฝากถึง น.ส.ชมมณี ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานและหลักฐานในคดีไว้เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ขั้นตอนการออกหมายเรียกดำเนินการตามกฎหมาย หากออกหมายเรียกครบ 2 ครั้งแล้ว น.ส.ชมมณียังไม่เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน และไม่มีการติดต่อประสานงานหรือแจ้งเหตุจำเป็นว่าเหตุใดจึงไม่สามารถมาได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยขั้นตอนต่อไปจะเป็นการดำเนินการออกหมายจับในข้อหา “ร่วมกันบุกรุก”
ผกก.สภ.เมืองขอนแก่น กล่าวอีกว่า การออกหมายเรียกให้ น.ส.ชมมณี มารับทราบข้อกล่าวหา เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนและการปฏิบัติตามกฎหมาย นอกจากนี้ ในวันเกิดเหตุยังมีชายฉกรรจ์ที่ร่วมกันก่อเหตุอีกประมาณ 9 คน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีใครเดินทางมาพบตำรวจ และเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ออกหมายเรียก เนื่องจากไม่ทราบชื่อและที่อยู่ มีเพียงใบหน้าที่ปรากฏตามคลิป
จึงขอให้ชายฉกรรจ์ทุกคนที่เกี่ยวข้องเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยด่วน รวมถึงทหารนอกราชการอีก 1 คน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เดินทางมาพบตำรวจเช่นกัน พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกคน
ขณะเดียวกัน ภายหลัง “ป้าดา” ออกมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงสิ่งที่ระบุว่าเป็น “หลักฐานเด็ด” โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเข้ามาเป็นเจ้าอาวาสและการแต่งตั้งสมณศักดิ์ให้พระอาจารย์สุพัฒน์ เป็น “พระครูอดุลสารนิเทศ” เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ว่าเป็นไปโดยมิชอบนั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังวัดตราชูวนาราม เพื่อขอเข้าพบพระครูอดุลสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดตราชูวนารามรูปปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และรับรู้เรื่องราวในอดีตที่เกี่ยวข้องกับพระครูอดุลสารนิเทศ
รวมถึงเรื่องของพ่อเฮียง พิมพ์ศรี ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากวัดตราชูวนาราม และได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากทางวัดด้วยดีมาโดยตลอดจนพ่อเฮียงเสียชีวิต ก่อนจะนำอัฐิมาไว้ที่วัดตราชูวนาราม
พ่อเฮียงยังเป็นตัวแทนดำเนินการเรื่องโฉนดที่ดิน เพื่อสร้างวัดป่าอดุลยารามให้เป็นวัดสาขาอีกแห่งของวัดตราชูวนาราม โดยความสัมพันธ์ระหว่างวัดตราชูวนารามกับวัดป่าอดุลยารามมีความเป็นมายาวนาน และพื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ข้อพิพาท มีพระสงฆ์เข้าใช้เป็นที่พักสงฆ์มาตั้งแต่ก่อนปี 2507 ต่อมาจึงมีการดำเนินการเรื่องโฉนด โดยสลักชื่อพ่อเฮียง พิมพ์ศรี เพื่อให้สามารถดำเนินการสร้างวัดในพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายจนถึงปัจจุบัน
พระครูอดุลสีลาภรณ์ เล่าย้อนถึงที่มาของพระครูอดุลสารนิเทศ หรือพระอาจารย์สุพัฒน์ ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดสาขาของวัดตราชูวนาราม โดยระบุว่า พระอาจารย์สุพัฒน์นับเป็นเจ้าอาวาสที่มีตราตั้งถูกต้องรูปแรก และยังเป็นพระสงฆ์รูปเดียวของวัดที่ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสจนถึงปัจจุบัน
เดิมพระครูอดุลสีลาภรณ์รู้จักและมีความคุ้นเคยกับญาติของพระอาจารย์สุพัฒน์มาก่อน ซึ่งขณะนั้นพระอาจารย์สุพัฒน์ยังไม่ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูอดุลสารนิเทศ โดยญาติของพระอาจารย์สุพัฒน์อาศัยอยู่ในพื้นที่บ้านหนองแวง เมื่อมีความสนิทสนมกัน ญาติจึงพาไปเยี่ยมพระอาจารย์สุพัฒน์อยู่เป็นระยะ
ขณะนั้นพระอาจารย์สุพัฒน์เป็นเจ้าอาวาสจำวัดอยู่ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ หลังได้พบและพูดคุยกัน ปรากฏว่ามีความถูกคอกัน จึงไปมาหาสู่กันหลายครั้ง กระทั่งการพบกันครั้งสุดท้าย พระมหานิลมีเหตุบางประการที่จะลาสิกขา จึงขอให้พระอาจารย์สุพัฒน์ช่วยเดินทางไปเป็นเจ้าสำนักวัดป่าอดุลยาราม เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่
ต่อมาเมื่อพระมหานิลเดินทางกลับมาก็ลาสิกขา จากนั้นหลวงพ่อเพยเข้ามาทำหน้าที่เป็นเจ้าสำนักแทน ก่อนที่ชาวบ้านจะร่วมกันเหมารถไปรับพระอาจารย์สุพัฒน์ ตามคำแนะนำของพระมหานิลที่ให้ไปรับมาช่วยดูแลวัด เนื่องจากญาติโยมเคยรู้จักและไปมาหาสู่กันอยู่แล้ว จากนั้นพระอาจารย์สุพัฒน์จึงเข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ส่วนตราตั้งเจ้าอาวาสเกิดขึ้นภายหลังการประกาศตั้งและประกาศสร้างวัด โดยกระบวนการดังกล่าวจะต้องเสนอชื่อเจ้าอาวาส ประกอบกับการดำเนินการด้านเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ควบคู่กันไป และพระอาจารย์สุพัฒน์ได้รับการแต่งตั้งในช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมกับการตั้งวัดในพระพุทธศาสนา
พระครูอดุลสีลาภรณ์จึงยืนยันว่า เจ้าอาวาสที่ได้รับตราตั้งอย่างถูกต้องของวัดป่าอดุลยาราม คือ พระครูอดุลสารนิเทศ หรือพระอาจารย์สุพัฒน์ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก และยังคงเป็นเจ้าอาวาสรูปเดียวของวัดสาขาแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน
สำหรับที่มาของสมณศักดิ์ “พระครูอดุลสารนิเทศ” พระครูอดุลสีลาภรณ์ อธิบายว่า พระอาจารย์สุพัฒน์มีปฏิสัมพันธ์กับพระผู้ใหญ่หลายรูป ก่อนที่พระผู้ใหญ่จะแนะนำและฝากให้ดำเนินการขอสมณศักดิ์ให้ โดยเจ้าคณะอำเภอรับหลักการ ขณะที่การตั้งชื่อสมณศักดิ์จะดำเนินการจากระดับจังหวัดและเสนอต่อไปยังส่วนกลาง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องผ่านหลายขั้นตอนเช่นกัน
อีกทั้งวัดแห่งนี้เป็นวัดที่หลวงปู่พระครูอดุลสารนิเทศ พุทธกันตสาโร เจ้าอาวาสวัดตราชูวนารามรูปเดิมสร้างไว้ หลังหลวงปู่มรณภาพแล้ว จึงมีความเห็นให้ตั้งสมณศักดิ์นาม “พระครูอดุลสารนิเทศ” ให้แก่พระอาจารย์สุพัฒน์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึง ซึ่งถือเป็นที่มาของสมณศักดิ์ดังกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ลำดับเจ้าสำนักและเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม มีดังนี้
หลวงพ่อเต้ ไม่ทราบฉายา พ.ศ. 2492-2505
หลวงพ่อมูล ไม่ทราบฉายา พ.ศ. 2505-2507
หลวงพ่อแสง ไม่ทราบฉายา พ.ศ. 2507-2518
หลวงปู่อ่อน ชาครธมโม พ.ศ. 2518-2528
หลวงพ่อสิม ภูริโต พ.ศ. 2528-2530
พระมหานิล ฐานตฺตโร พ.ศ. 2530-2533
หลวงพ่อเพย ปัญญาธโร พ.ศ. 2533-2534
พระสงฆ์ลำดับที่ 1-7 เป็น “เจ้าสำนัก” ส่วนลำดับที่ 8 คือ พระครูอดุลสารนิเทศ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2534 จนถึงปัจจุบัน และเป็นพระสงฆ์ที่ได้รับตราตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามอย่างถูกต้องรูปแรก และเป็นรูปเดียวจนถึงปัจจุบัน
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน


