ขอนแก่น ชาวบ้านดูแถลง “ป้าดา” ถามหาหลักฐานเด็ด ยายวัย 82 เล่าย้อนพื้นที่วัดป่าอดุลยาราม

ขอนแก่น ชาวบ้านดูแถลง “ป้าดา” ถามหาหลักฐานเด็ด ยายวัย 82 เล่าย้อนพื้นที่วัดป่าอดุลยาราม

ชมคลิป

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 27 ส.ค. 2569 ที่เต็นท์โรงทานวัดป่าอดุลยาราม ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ชาวบ้านจากหลายชุมชน โดยเฉพาะชุมชนวัดป่าอดุลยาราม รวมตัวทำอาหารแจกที่โรงทาน พร้อมนำคอมพิวเตอร์มาเปิดดู “ป้าดา” และทีมงานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่กรุงเทพฯ โดยชาวบ้านตั้งคำถามถึง “หลักฐานเด็ด” ที่มีการประกาศว่าจะนำมาแสดง ขณะที่แม่เอี่ยม อายุ 82 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 เล่าย้อนความทรงจำเกี่ยวกับพื้นที่วัด ตั้งแต่ยุคที่ยังมีการฌาปนกิจศพแบบกองฟอน และย้ำว่าสิ่งที่ให้สัมภาษณ์เป็นเพียงสิ่งที่ตนพบเห็นและรับรู้ในฐานะชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่มานาน

บรรยากาศภายในโรงทานเป็นไปตามวิถีของชาวบ้านชุมชนใกล้วัด โดยชาวบ้านจากหลายชุมชนนำวัตถุดิบมาช่วยกันประกอบอาหารแจกในวันนี้ โดยเฉพาะเมนูส้มตำ ซึ่งต้องใช้มะละกอวันละหลายร้อยลูก กลุ่มชาวบ้านที่เรียกรวม ๆ กันตามภาษาชาวบ้านว่า “กลุ่มแม่ ๆ ทำโรงทาน” ช่วยกันสับมะละกอ พร้อมเปิดดูการแถลงข่าวของป้าดาและทีมงานต่อสื่อมวลชนที่กรุงเทพฯ

ระหว่างการแถลง กลุ่มแม่ ๆ ต่างตั้งคำถามว่า “ไหนหลักฐานเด็ด” โดยชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวเชื่อว่าไม่มีหลักฐานเด็ดตามที่กล่าวถึง และยังให้ความสนใจกับชายที่นั่งอยู่ข้างป้าดา ซึ่งระบุกลางโต๊ะแถลงข่าวว่าตนเองเป็นที่ปรึกษาผู้จัดการมรดกนายเฮียง พิมพ์ศรี พร้อมตั้งคำถามว่าชายคนดังกล่าวเป็นใคร

นอกจากนี้ ชาวบ้านบางส่วนยังพูดแซวถึงแหวนที่ชายคนดังกล่าวสวมอยู่หลายนิ้ว โดยมีบางคนแซวว่า “นิ้ว…ว่างจะให้ยืม” ก่อนที่การแถลงข่าวจะดำเนินต่อไป ขณะที่กลุ่มแม่ ๆ โรงทานยังคงตั้งคำถามถึงหลักฐานเด็ด โดยมองว่าสิ่งที่นำเสนอมีเพียงคำพูดเดิม ๆ และสำเนาใบแทนโฉนดที่ไปขอมาแล้วนำมาอ้าง

ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับแม่เอี่ยม อายุ 82 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 โดยแม่เอี่ยมเปิดเผยว่า เมื่อครั้งที่เข้ามาอยู่อาศัยใหม่ ๆ พื้นที่บริเวณวัดป่าอดุลยารามยังมีสภาพเป็นป่าและพื้นลูกรัง แต่ชาวบ้านในละแวกดังกล่าวรับรู้กันว่าเป็นพื้นที่วัด และมีชาวบ้านจากหลายชุมชนโดยรอบเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะชุมชนสามเหลี่ยม-สวรรค์ใหม่-ไทยสมุทร รวมถึงชุมชนบริเวณริมทางรถไฟ

แม่เอี่ยมเล่าว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญกับชาวบ้าน โดยเฉพาะการช่วยเหลือครอบครัวที่ยากจนและผู้เสียชีวิตที่ไม่มีเงินจัดงานศพ หลายครั้งเมื่อมีศพที่ครอบครัวขาดแคลนทุนทรัพย์ ทางวัดและคนในชุมชนจะช่วยกันรวบรวมเงิน คนละ 100–200 บาท บางครั้งรวมกันได้เป็นหลักพันบาท เพื่อนำไปช่วยค่าใช้จ่ายในการฌาปนกิจ

“ผู้ใด๋บ่มีเงิน เพิ่นก็ให้เผาฟรี ถ้าผู้ใด๋มีเงินก็ให้ตามศรัทธา บางเทื่อก็มีแค่ค่าสัปเหร่อ ค่าฟืนค่าถ่าน ชาวบ้านก็ช่วยกัน คนไม่มีจริง ๆ วัดก็ช่วย” แม่เอี่ยมกล่าว

แม่เอี่ยมเล่าต่อว่า ในอดีตมีการนำศพจากหลายพื้นที่และหลายชุมชนมาฌาปนกิจที่นี่ โดยบางช่วงมีศพเข้ามาไม่น้อย จากที่ตนจดจำได้ มีทั้งผู้ยากไร้ ผู้ที่ไม่มีญาติ หรือไม่มีเงินเพียงพอ ซึ่งชาวบ้านและทางวัดจะช่วยเหลือกันมาตลอด

สำหรับความเป็นมาของวัด แม่เอี่ยมบอกว่า จากที่ได้รับรู้และจดจำมาตั้งแต่อดีต พื้นที่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าช้าเดิมของชุมชน ก่อนที่จะมีการพัฒนาและตั้งเป็นวัดขึ้นมา โดยชาวบ้านหลายชุมชนมีส่วนร่วมกันดูแล มีผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงผู้นำชุมชนในยุคนั้นเข้ามาช่วยดำเนินการเรื่องต่าง ๆ

แม่เอี่ยมยังกล่าวถึงหลวงปู่อดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามรูปแรก และวัดตราชูวนาราม โดยจากเรื่องราวที่ตนได้รับรู้มา วัดตราชูวนารามมีความเกี่ยวข้องกับการก่อตั้งวัดแห่งนี้ เป็น “วัดพี่” และต่อมาจึงมีการตั้งชื่อวัดป่าอดุลยารามตามนามของหลวงปู่อดุล

ขณะที่ในอดีตเคยมีพระหลายรูปเข้ามาพำนักและดูแลพื้นที่ ก่อนที่ภายหลังพระครูอดุลสารนิเทศ หรือหลวงพ่อสุพัฒน์ จะเข้ามารับหน้าที่ดูแลวัดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และใช้ชื่อหลวงปู่อดุลเพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ท่านสร้างวัดสาขาตรงนี้ไว้ให้ชาวบ้านจากหลายชุมชนเข้ามาทำนุบำรุงศาสนา

แม่เอี่ยมยังเล่าถึงการบริหารจัดการวัดในอดีตว่า มีชาวบ้านจากหลายชุมชนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาช่วยเหลืองานวัด ทั้งกรรมการวัดและมรรคทายก เมื่อผู้สูงอายุคนเดิมอายุมากขึ้นหรือเสียชีวิต ก็จะมีคนรุ่นต่อมาเข้ามารับหน้าที่แทน โดยชาวบ้านแต่ละชุมชนจะช่วยกันพิจารณาบุคคลที่เหมาะสมเข้ามาดูแลกิจการของวัด

ส่วนกรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินวัดที่กำลังเกิดขึ้น แม่เอี่ยมกล่าวว่า ในฐานะชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่มานาน ตนเชื่อมาตลอดว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของวัดและเป็นพื้นที่ที่ชุมชนใช้ร่วมกันมาหลายสิบปี พร้อมยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่อยู่ในพื้นที่ ไม่เคยเห็นหลักฐานของทายาทตาเฮียงตามที่มีการกล่าวอ้าง นอกจากเอกสารที่มีการนำสำเนาจากสำนักงานที่ดินมาแสดงในภายหลัง

จากสิ่งที่ตนรับรู้และเห็นการใช้พื้นที่มาตลอดหลายสิบปี แม่เอี่ยมจึงไม่เชื่อว่าจะสามารถนำพื้นที่ดังกล่าวกลับไปเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลได้ พร้อมมองว่าการที่ชาวบ้านจำนวนมากร่วมกันทำบุญ บริจาคเงิน และช่วยพัฒนาวัดมาอย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งที่ทุกคนทำด้วยความศรัทธา

แม่เอี่ยมระบุว่า อยากให้ข้อพิพาทยุติลง และให้ทุกฝ่ายยึดตามหลักฐานและกระบวนการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยย้ำว่าสิ่งที่ตนให้สัมภาษณ์เป็นเพียงสิ่งที่ได้พบเห็นและรับรู้ในฐานะชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มานาน ไม่ได้เป็นกรรมการวัดหรือผู้ที่เข้าไปดำเนินการด้านเอกสารด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่วัดป่าอดุลยารามในช่วงนี้ มีญาติโยมเดินทางมาจากหลายพื้นที่ ทั้งในจังหวัดขอนแก่นและต่างจังหวัดจากหลากหลายภาค รวมถึงญาติโยมจาก สปป.ลาว ที่เดินทางมาเป็นกลุ่มคณะ เพื่อรอเข้าพบพระครูอดุลสารนิเทศ ซึ่งติดกิจนิมนต์ในช่วงเช้า

ต่อมาพระครูอดุลสารนิเทศเดินทางกลับมายังกุฏิ และอยู่ระหว่างฉันเพล ก่อนจะพบปะกับญาติโยมภายในกุฏิตามปกติ โดยทางวัดขอความร่วมมือญาติโยมงดสอบถามเรื่องข้อพิพาทที่ดิน แต่สามารถสนทนาธรรม ถามไถ่สุขภาพ และพูดคุยเรื่องทั่วไปได้ตามปกติ

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน

เรื่องล่าสุด