- ฐานตั้งโลง–หอระฆังระบุปี 2529
- ประตูโขงทิศใต้ระบุปี 2532
- ปี 2540 มีเมรุเก่าและหอระฆังแล้ว
- เจ้าอาวาสปัจจุบันพัฒนาวัดหลายด้าน
- อดีตมัคทายกย้ำข้อพิพาทเป็นไปตามกระบวนการ
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 23 สิงหาคม 2569 นายลพ โนนทะวงษ์ หรือ “พ่อลพ” อายุ 84 ปี อดีตมัคทายกและกรรมการวัดป่าอดุลยารามรุ่นแรก ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ชาวบ้านหนองแวงตราชู 3 หมู่ 14 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ก่อนที่ตนจะเข้าไปช่วยงานวัดอย่างจริงจังในปี 2540 ภายในพื้นที่มีประตูโขง เมรุ ศาลา และหอระฆังอยู่แล้ว โดยบริเวณฐานตั้งโลงศพหน้าเมรุและหอระฆังมีปี พ.ศ. 2529 ปรากฏอยู่ ขณะที่ประตูโขงทิศใต้ระบุปี พ.ศ. 2532 แสดงให้เห็นว่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวมีอยู่ก่อนที่ตนจะเข้าไปช่วยงานวัดเป็นประจำ

นายลพเล่าว่า ตนเริ่มเข้าไปช่วยงานวัดอย่างจริงจังเมื่อปี 2540 โดยช่วยงานพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยารามรูปปัจจุบัน และทำหน้าที่ทายกอยู่หลายปี กระทั่งภายหลังมีคนในชุมชนเข้ามาช่วยงานวัดมากขึ้น จึงวางมือและพักจากบทบาทดังกล่าว

ก่อนปี 2540 นายลพเคยเดินทางเข้าไปทำบุญที่วัดเป็นระยะ แม้ไม่ได้อยู่ประจำหรือช่วยงานอย่างต่อเนื่อง จึงจำรายละเอียดและปี พ.ศ. ต่าง ๆ ได้ไม่ทั้งหมด โดยจำได้เพียงว่ามีพระที่เคยอยู่ก่อนหน้ารูปหนึ่งแล้ว ส่วนสภาพวัดในปี 2540 ยืนยันว่า เมื่อเข้าไปช่วยงาน ภายในวัดมีประตูโขง เมรุเผาศพ และหอระฆังตั้งอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สร้าง เนื่องจากตนเข้าไปภายหลัง
สำหรับเมรุเก่า นายลพระบุว่า ไม่ใช่เมรุหลังใหญ่หรือมีรูปแบบทันสมัยเช่นปัจจุบัน แต่เป็นอาคารหลังเล็กอยู่ทางทิศตะวันตก มีหลังคาสีเหลืองหรือมุงสังกะสีแบบธรรมดา รูปทรงเรียบง่าย ไม่มีการตกแต่งสวยงาม การฌาปนกิจในอดีตใช้ถ่านและฟืนเป็นเชื้อเพลิง และในปี 2540 ตนเคยไปร่วมงานศพของคนรู้จักในชุมชนและยังเห็นการใช้ฟืนเผาศพอยู่

ในวันดังกล่าว “อาจารย์โอ่ง” ซึ่งอยู่กับวัด เห็นนายลพเข้าไปช่วยงานศพ จึงชักชวนให้เข้ามาช่วยงานวัดอย่างจริงจัง และนายลพเริ่มเข้ามาทำหน้าที่ตั้งแต่ปีนั้น
ส่วนฐานตั้งโลงศพหน้าเมรุ นายลพจำได้ว่า รูปแบบเดิมเป็นเพียงฐานก่อปูนอย่างเรียบง่าย พอใช้ก้าวขึ้นไปประกอบพิธีได้ ไม่ได้ทาสีหรือตกแต่งสวยงามเหมือนปัจจุบัน ภายหลังจึงมีการซ่อมแซมและปรับปรุง โดยมีผู้ที่นายลพเรียกว่า “ยายมุน” เข้ามาช่วยดำเนินการ แต่ไม่สามารถยืนยันปีที่ซ่อมแซมได้ชัดเจน เพียงจำได้ว่าการทาสีและตกแต่งให้สวยงามเกิดขึ้นหลังปี 2540

ศาลาหลังเดิมเป็นศาลาไม้ขนาดเล็ก ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของศาลาหลังใหญ่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งปลูกสร้างตามกำลังของชาวบ้านในยุคนั้น ขณะที่แนวเขตวัดยังไม่มีกำแพงปูน มีเพียงหลักไม้และลวดหนามกั้นพื้นที่
นายลพเล่าถึงจุดเริ่มต้นของสำนักสงฆ์ตามความทรงจำว่า หลวงปู่อดุล อดีตเจ้าอาวาสวัดตราชูวนาราม เป็นผู้เปิดพื้นที่ดังกล่าวเป็นสำนักสงฆ์สาขา ในบริเวณที่เดิมเคยเป็นป่าช้าของชุมชนบ้านหนองแวง จากนั้นจึงส่งพระสงฆ์และลูกศิษย์เข้ามาพำนักอย่างต่อเนื่อง ก่อนเริ่มก่อสร้างและพัฒนาพื้นที่ขึ้นตามลำดับ
ต่อมาเมื่อพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน เข้ามาดูแล ได้พัฒนาวัดเพิ่มเติมหลายด้าน ทั้งก่อสร้างเมรุหลังใหญ่ ศาลาและอาคารโรงเรียนหลังปัจจุบัน สร้างหรือปรับปรุงหอระฆัง ทำกำแพงรอบวัด จัดทำถนนภายใน และสร้างประตูโขงทางทิศตะวันตกกับทิศตะวันออก เพื่อให้การเข้าออกและการใช้พื้นที่เป็นสัดส่วนมากขึ้น
นายลพกล่าวอีกว่า เมรุเก่ายังมีแนวคิดจะปรับปรุงให้ติดตั้งเครื่องเผาศพแบบทันสมัยเช่นเดียวกับเมรุหลังใหม่ แต่ขณะนี้ยังติดขัดเรื่องเงินทุน โดยอาจต้องรอปัจจัยจากงานบุญกฐินหรือการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธา
ส่วนขั้นตอนการเปลี่ยนสถานะจากที่พักสงฆ์หรือสำนักสงฆ์ให้เป็นวัด เริ่มดำเนินการในช่วงที่พระครูอดุลสารนิเทศเข้ามาดูแล โดยนายลพเคยเดินทางไปกับเจ้าอาวาสเพื่อติดต่อหน่วยงานที่กรุงเทพมหานคร รวมถึงสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาและพื้นที่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ในช่วงที่งานด้านพระพุทธศาสนายังเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ แต่จำไม่ได้ว่าเดินทางไปในปี พ.ศ. ใด ส่วนพ่อเคนจะร่วมเดินทางไปด้วยหรือไม่นั้น ตนจำไม่ได้แน่ชัด
สำหรับประตูโขงทิศใต้ ซึ่งมีปี พ.ศ. 2532 ปรากฏอยู่ นายลพระบุว่า มีชื่อ “คุณแม่อบมา แสนวัน” พร้อมข้อความอุทิศให้ “พ่อบุญหนา แม่สุชา ศรีเจริญ” โดยคุณแม่อบเป็นคนในชุมชนที่อาศัยอยู่ทางทิศใต้ของวัดและเสียชีวิตไปนานแล้ว นายลพไม่เคยเห็นคุณแม่อบด้วยตนเอง เพราะเป็นคนรุ่นก่อน แต่เคยได้ยินชาวบ้านกล่าวถึงชื่อ ส่วนลูกสาวชื่อ “ทุมมา” ปัจจุบันมีอายุกว่า 70 ปี และเท่าที่ทราบอาศัยอยู่บริเวณคุ้มสามเหลี่ยม
นายลพกล่าวว่า ในอดีตทุกคนจะรู้กันว่า ที่ดินบริเวณทางออกจากวัดเป็นนาของพ่อเฮียง ขณะที่พื้นที่ต่อเนื่องทางทิศใต้มีทั้งที่นาของเจ้าของรายอื่นและที่นาของคุณแม่อบ จึงเข้าใจว่าคุณแม่อบเป็นหนึ่งในผู้หลักผู้ใหญ่หรือเจ้าของที่ดินดั้งเดิมในบริเวณดังกล่าว และประตูโขงถูกสร้างถวายพร้อมอุทิศบุญให้บุคคลในครอบครัว
สำหรับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น นายลพกล่าวว่า ตนยังมองไม่ออกว่าเรื่องจะสิ้นสุดลงอย่างไร แต่ยืนยันตามความเข้าใจว่า วัดได้รับการจัดตั้งอย่างถูกต้องและเคยผ่านกระบวนการต่อสู้คดีมาแล้ว 3 ชั้นศาล
นายลพเล่าว่า ในช่วงเริ่มต้น พ่อเฮียงและพ่อเคนเคยช่วยกันดำเนินการเรื่องโฉนดเพื่อนำมาถวายแก่พระรูปก่อนหน้า ซึ่งไม่ใช่เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน แต่ระหว่างที่ขั้นตอนต่าง ๆ ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ พ่อเฮียงได้เสียชีวิต ต่อมาพระผู้รับโฉนดก็เสียชีวิตอีก ทำให้ข้อมูลและหลักฐานจากบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ช่วงแรกไม่ชัดเจนในคนรุ่นหลัง
ส่วนการพิจารณาคดีในอดีต นายลพจำได้ว่า ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเคยลงมาตรวจพื้นที่วัด และสอบถามชาวบ้านเกี่ยวกับต้นไม้ภายในวัดว่ามีอายุถึง 50 ปีหรือไม่ ซึ่งชาวบ้านตอบว่ามีอายุถึง ขณะที่ต้นไม้ซึ่งเคยถูกสอบถามในเวลานั้น ปัจจุบันตายไปหมดแล้ว
นายลพระบุว่า ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกคำร้องฝ่ายโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และในชั้นฎีกาไม่รับคำร้อง จึงเห็นว่าเรื่องได้ผ่านกระบวนการครบทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาแล้ว
สำหรับการเคลื่อนไหวของคนรุ่นลูกหลานในภายหลัง นายลพมองว่า อาจเกิดจากความต้องการนำทรัพย์สินกลับคืน หรือมีความเข้าใจว่าพ่อเฮียงไม่ได้ลงนามยกทรัพย์สินให้ อย่างไรก็ตาม นายลพระบุว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของตน ส่วนข้อพิพาทที่กำลังเกิดขึ้นจะจบลงในทิศทางใด ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ และให้เป็นไปตามกระบวนการ
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน

