เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 16 ส.ค. 2569 ที่วัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ เขตเทศบาลนครขอนแก่น นางสุภาพร บุญพรหมมา หรือ “พี่แอ๋ว” อายุ 53 ปี ลูกสาวของนายของ อินทรีย์ ไวยาวัจกรคนแรกของวัดป่าอดุลยาราม เปิดเผยว่า บิดาเคยกำชับเจ้าอาวาสให้เก็บหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินของวัดไว้ให้ดี เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมแสดงความเห็นว่า ครอบครัวของผู้ที่มอบที่ดินให้วัดควรยกมือสาธุและสานต่อคุณงามความดี มากกว่ามาเรียกร้องขอที่ดินคืน

ในวันเดียวกัน นางสุภาพรได้นำคณะญาติธรรมและคนในชุมชนข้างวัดป่าอดุลยาราม จัดโรงทานผัดไทย แจกจ่ายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง สื่อมวลชน และกำลังจิตอาสาในชุมชนที่มาร่วมทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอกวัด รวมถึงญาติธรรมที่เดินทางมาให้กำลังใจพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งมีผู้เดินทางมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

ภายในวัดมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันความชุลมุนและเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น โดยเนื่องจากวันนี้เป็นวันหยุด จึงมีประชาชนเดินทางมาที่วัดมากกว่าปกติเป็นเท่าตัว
นางสุภาพร กล่าวว่า ตนเองเป็นลูกสาวของนายอินทรีย์ ซึ่งเป็นไวยาวัจกรคนแรกของวัดและมีชื่ออยู่ในหนังสือแต่งตั้งวัด โดยครอบครัวได้เข้ามาอาศัยในชุมชนแห่งนี้ และซื้อที่ดินกับนายเฮียง พิมพ์ศรี ผู้ใหญ่บ้านในขณะนั้น หลังจากซื้อที่ดินและเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านแล้ว จึงเริ่มมีการจัดตั้งวัด นายเฮียงเข้ามาอยู่ในวัด ส่วนนายอินทรีย์เข้ามาทำบุญที่วัดเป็นประจำตามวิถีของชาวพุทธ

ต่อมา หลวงพ่อเพย เจ้าอาวาสในขณะนั้น ชักชวนให้นายอินทรีย์เข้ามาช่วยดูแลวัด เนื่องจากทราบว่าบิดาของนายอินทรีย์เป็นอดีตเจ้าคณะตำบลที่วัดโนนสวรรค์ บ้านหนองไผ่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร และเห็นว่านายอินทรีย์มีความรู้เกี่ยวกับการดูแลวัดและพระสงฆ์
นางสุภาพร กล่าวว่า “คุณพ่อจึงเริ่มเข้ามาทำงาน โดยท่านเจ้าอาวาสในขณะนั้นคือหลวงพ่อเพยได้ให้ช่วยทำเรื่องรายรับรายจ่ายต่าง ๆ ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ได้เด่นชัดมาก สักพักหนึ่ง ตนเองจำปี พ.ศ. ไม่ได้ เพราะตนเองก็ยังเด็ก คุณพ่อเล่าให้ฟังว่าเริ่มมีความคิดอยากจะตั้งวัด อยากจะสร้างวัดขึ้นมา”

นางสุภาพรระบุต่อว่า หลังจากนายเฮียงมอบที่ดินให้วัดแล้ว ได้มีการดำเนินการเรื่องก่อตั้งวัด โดยมีอาจารย์ไชยยงค์ กงศรี เป็นผู้ร่างหนังสือ และนายอินทรีย์ไปยื่นเรื่องพร้อมกับนายเคน ทั้งสองเป็นผู้ดำเนินเรื่องจัดตั้งวัด อย่างไรก็ตาม ในอีกช่วงหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ นางสุภาพรระบุชื่อผู้ร่างหนังสือว่า “อาจารย์ไชยง พงษ์ศรี” ตามข้อมูลที่ปรากฏในต้นฉบับ
นางสุภาพร กล่าวต่อว่า ตั้งแต่เด็ก ตนเองในฐานะลูกสาวได้เข้ามาสัมผัสสถานที่แห่งนี้มาเป็นเวลานาน เพราะบิดาพาเข้ามาทำบุญ เมื่อเกิดกรณีกลุ่มบุตรของนายเฮียงมาเรียกร้องขอที่ดินของวัดคืน โดยส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร เพราะเมื่อบิดาของครอบครัวได้มอบสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ให้กับวัดแล้ว ลูกหลานควรยกมือสาธุ และดำเนินรอยตามในการสร้างคุณงามความดี ไม่ควรเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

นางสุภาพรยังเล่าย้อนถึงช่วงที่บิดาเป็นไวยาวัจกรคนแรกของวัดว่า ขณะเริ่มก่อตั้งวัด ซึ่งตนเองไม่แน่ใจว่าเป็นเวลากี่ปีแล้ว บิดาเคยเล่าให้มารดาฟัง และตนเองได้ยินว่า ลูกหลานของนายเฮียงพร้อมภรรยาเคยมาขอที่ดินคืน แต่ขณะนั้นตนเองยังเด็กจึงไม่ทราบรายละเอียด โดยบิดาเป็นคนค่อนข้างมีระเบียบและเคร่งในเรื่องพระพุทธศาสนา จึงพูดคุยกับครอบครัวนายเฮียง พร้อมตั้งคำถามว่า “การที่คุณจะมาเอาที่วัด มันสมควรแล้วหรือ”
นางสุภาพร กล่าวว่า การที่บิดาเป็นไวยาวัจกรคนแรกของวัด ทำให้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับรายรับ รายจ่าย และการจัดทำหลักฐาน จึงมีการเก็บหลักฐานเกี่ยวกับการมอบโฉนดที่ดินของนายเฮียงไว้ รวมถึงภาพถ่าย โดยในสมัยนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดียหรือการบันทึกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์เช่นปัจจุบัน บิดาจึงใช้การเขียนและถ่ายภาพเป็นหลักฐาน
“คุณพ่อเคยกล่าวไว้กับเจ้าอาวาสว่า ให้เก็บหลักฐานนี้ไว้ดี ๆ เผื่อวันหนึ่งถ้าพ่อเสียชีวิตไปแล้วเกิดเหตุการณ์เรื่องราวนี้ขึ้นมา มันจะได้มีหลักฐาน ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ” นางสุภาพรกล่าว
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์ รายงาน


