จากผลสำรวจความคิดเห็นของชาวเน็ตในหัวข้อ “มหานครขอนแก่น ควรปรับปรุงอะไรก่อน?“ บนแฟนเพจขอนแก่นลิงก์ ปัญหาที่ตีคู่สูสีมากับเรื่องถนนพัง ก็คือเรื่องของ “การจราจรและระบบสัญญาณไฟแดง” หลายคนตั้งคำถามว่า “ทำไมไฟแดงบางแยกปล่อยรถแปลกๆ?” หรือ “ทำไมไม่เอาไฟแดงอัจฉริยะ (AI) แบบกรุงเทพฯ มาใช้?” ล่าสุด ได้มีนักวิชาการด้านวิศวกรรมจราจรและการขนส่ง เข้ามาให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ ซึ่งช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เราเข้าใจการทำงานของ “ไฟจราจร” เมืองขอนแก่นได้มากขึ้น วันนี้ขอนแก่นลิงก์ขอสรุปมาให้เข้าใจง่ายๆ ใน 3 ประเด็น ดังนี้ครับ
1. สัจธรรมของไฟจราจร: ระหว่าง “รวดเร็ว” กับ “ปลอดภัย” เราเลือกอะไร?
รู้หรือไม่ว่า รูปแบบการปล่อยไฟเขียวไฟแดง มีผลโดยตรงกับความยาวของคิวรถติด นักวิชาการได้เปรียบเทียบระบบไฟ 2 รูปแบบที่เรามักเจอในขอนแก่นไว้ดังนี้:
แบบ 4 เฟส (ปล่อยทีละฝั่ง เลี้ยวขวาได้สบาย):
ข้อดี: มีความปลอดภัยสูงมาก ลดอุบัติเหตุการชนประสานงา
ข้อเสีย: ต้องใช้เวลา “รอนานกว่าปกติถึง 2 เท่า” เพราะรถแต่ละฝั่งต้องรอให้ครบทั้ง 4 ด้านถึงจะได้ไป ทำให้คิวรถติดสะสมยาวเหยียด
แบบ 2 เฟส (ปล่อยทางตรงพร้อมกัน 2 ฝั่ง):
ข้อดี: ระบายรถได้เร็วมาก คิวคอยรถสั้นลง ประสิทธิภาพของทางแยกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ข้อเสีย: ความปลอดภัยน้อยกว่า เพราะรถเลี้ยวขวาต้องคอยหาจังหวะ “วัดใจ” เลี้ยวตัดหน้ารถวิ่งสวนทางเอาเอง (ซึ่งเป็นจุดที่ชาวขอนแก่นบ่นกันบ่อยครั้ง)
ด้วยเหตุนี้ ในบางแยกที่ถนนแคบและมีพื้นที่จำกัด หน่วยงานจึงจำเป็นต้องเลือกใช้แบบ 2 เฟส เพื่อไม่ให้รถติดสะสมจนท้ายแถวไปล้นทับแยกอื่นนั่นเอง
2. ทำไมไม่ใช้ “ไฟแดงอัจฉริยะ (Adaptive)” แบบ กทม.?
หลายคอมเมนต์เสนอให้นำเทคโนโลยีไฟจราจรอัจฉริยะ (Adaptive Traffic Control) ที่สามารถใช้ AI ตรวจจับปริมาณรถและปรับเปลี่ยนเวลาไฟเขียว-แดงได้เองแบบเรียลไทม์มาใช้
คำตอบสั้นๆ ของเรื่องนี้คือ “งบประมาณ” ครับ ข้อมูลจากนักวิชาการและราคากลางโครงการของรัฐระบุว่า การติดตั้งระบบ Adaptive แบบเต็มรูปแบบนั้น มีต้นทุนสูงถึง 2.5 – 3 ล้านบาท “ต่อ 1 สี่แยก” (ไม่ใช่เหมาจ่ายทั้งเมือง) การจะเปลี่ยนไฟจราจรทุกแยกในขอนแก่นให้เป็นระบบอัจฉริยะทั้งหมด จึงต้องใช้งบประมาณมหาศาลและต้องค่อยๆ ทยอยทำตามแผนงบประมาณประจำปี
3. งานจราจรคือ “โดมิโน่” ทำไมแก้ปุบปับไม่ได้?
บางคนอาจคิดว่า การแก้รถติดก็แค่ให้ตำรวจกดสับสวิตช์เพิ่มเวลาไฟเขียวก็จบแล้ว แต่ในหลักวิศวกรรมจราจร การปรับไฟแยกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบให้รถไปติดสะสมที่แยกถัดไปเหมือนโดมิโน่ล้ม
ตัวอย่างเช่น กรณีการแก้ปัญหา “แยกเทพารักษ์” ในเขตเมืองขอนแก่น (ที่เคยมีการทดลองปิดแยกเพื่อแก้ปัญหารถติดในชั่วโมงเร่งด่วนเมื่อปี 2566) กว่าจะลงมือปรับเปลี่ยนได้ ต้องผ่านกระบวนการมากมาย:
-
ต้องมีข้อมูล (Data): ต้องมีการศึกษาและเก็บสถิติปริมาณรถเข้า-ออก
-
การมีส่วนร่วม: ต้องจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่
-
บูรณาการหน่วยงาน: ต้องเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (เทศบาล, ตำรวจจราจร, แขวงทางหลวง) เพื่อตัดสินใจร่วมกันก่อนนำไปปฏิบัติจริง (Implement)
สรุป
ปัญหาจราจรใน “นครขอนแก่น” เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากกว่าที่คิด เสียงสะท้อนจากประชาชนที่อยากได้ความสะดวกและปลอดภัย เป็นสิ่งสำคัญที่หน่วยงานต้องรับฟัง ในขณะเดียวกัน ข้อจำกัดด้านวิศวกรรมจราจรและงบประมาณ ก็เป็นความจริงที่ต้องนำมาบริหารจัดการ
หากในอนาคต ขอนแก่นสามารถผลักดันงบประมาณเพื่อนำระบบเทคโนโลยีจราจรอัจฉริยะมาทยอยใช้ในจุดตัดสำคัญๆ ได้ เชื่อว่าเราจะก้าวสู่การเป็นเมือง Smart City ที่เดินทางได้ทั้ง “รวดเร็ว” และ “ปลอดภัย” ไปพร้อมๆ กันได้อย่างแน่นอนครับ.
อ้างอิงข้อมูลจาก:
-
ข้อมูลเชิงวิชาการด้านวิศวกรรมจราจรและการขนส่ง (จากผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น)



Leave a Response