“ปะจัน” โดย “เขี้ยวจัน”
ปี ที่ 4 : ตามที่ใจสั่งมา……..
ที่นี่….ไม่ใช่คอลัมน์ร้องทุกข์
แต่เป็น การสังคมอุดมปัญญา ลุกขึ้นมา “ทวงสิทธิ” ของการเป็นพลเมืองผู้ตื่นรู้ เจ้าของคะแนนเสียงที่เลือก”ตัวแทน” ในทุกระดับ ของการปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารบ้านเมือง ด้วยข้าราชการ “ตัวแทน” จากส่วนกลาง ทุกกระทรวง ทบวง กรม
!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ไยบางคน จะโยนกลอง เรื่องบ้านเมืองให้ใครเพียงคนเดียว
ไยบางคน เจาะจงดิสเครดิต ด้อยค่า ใครบางคน แบบหวังผลทางการเมือง
ไย…ไย…. และ ไยๆๆๆๆ คำถามที่น่าจะสะดุดใจ คนไทยอีกหลายคน ที่เป็น “พลังเงียบ”
จากการเห็นบ้านเมืองที่สะดุดลง เพราะปัญหาทางการเมือง ต่อเนื่องกันมาเกือบ 20 ปี….
………………………………..
ชวนคิด ชวนคุย เรื่องของ “คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์”
มีหลายคำที่ปรากฏในสื่อออนไลน์…. นางแบก …งานเข้า…จบจากมหาวิทยาลัยห้องแถว…รอดูฝีมือ.. เงียบตามหาคนหาย….ฉกคนข้ามพรรค…..บลา…บลา….
ในมิติใหม่ของการทำงานทางการเมือง ประชาชนมีความหวัง ว่า เมื่อบ้านเมืองมีสภาพตามที่เห็นกันไปแล้วนั้น การเลือกตั้งทุกระดับ จึงเป็น “ความหวัง” ให้ตัวแทนของพวกเขา เข้าไปดูแลบ้านเมือง ให้หลุดจากหล่มเหวลึก ทางเศรษฐกิจ และสังคม ที่ดูว่าจะตามหลังเพื่อนบ้านทั้งอาเซียนไปแล้ว
“คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์” เป็นนักธุรกิจหญิง ที่ก้าวเข้ามาช่วยทำงานแบบมืออาชีพ มีต้นทุนทางสังคมในภาคเอกชน งานครั้งล่าสุดของเธอ ก่อนเดินเข้าเวทีการเมือง คือการเป็น CEO ของ “ดุสิตธานี” สมบัติแสนรักของ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” หญิงเหล็ก ตำนานแห่งวงการโรงแรมไทย โดยมี “ชนินทร์ โทณวณิก” ลูกชายคนโต ทำงานเคียงข้าง และรับช่วงงานมาแบบลูกไม้หล่นใต้ต้น
“ศุภจี” ถูกทาบทาม ให้เป็น CEO ดุสิตธานี แบบมืออาชีพ ที่ธุรกิจครอบครัววางใจ เธอมีแนวคิดและนโยบาย ละเอียดลออ ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบด้าน ยุคโควิด-19, โรงแรมขายไม่ได้ เธอใช้จุดขาย ของงานซักรีด อาหารไทยส่งเสิร์ฟถึงบ้าน ไม่ปลดพนักงาน
นโยบายการรีโนเวต โรงแรม ให้กลายเป็น “ดุสิต เซนทรัลปาร์ค” ในวันนี้ มาจากมันสมองของเธอ ที่วางงานระยะยาว 5-6 ปี “ดุสิตธานี” – DUSIT เป็น 1 ใน 5 ของบริษัทจดทะเบียนชุดแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อ 51 ปีก่อน
DUSIT มีทุนจดทะเบียน 850 ล้านบาท จะทำโครงการ ขนาดมูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท ได้อย่างไร…. โจทย์ทางการเงิน มีหลายแนวทาง “ศุภจี” ไม่เลือกที่จะ “เพิ่มทุน” จากผู้ถือหุ้นเดิมที่จะต้องเติมเงินเข้ามา แต่เธอเลือกที่จะใช้เงินจากแบงก์ จากหุ้นกู้ จึงเป็นสภาพ “บริษัทหัวโต” ด้วยหนี้ ขาดทุน ไม่จ่ายเงินปันผลหลายปี เพราะมองอนาคต ที่จะเดินบนเส้นทางที่ยั่งยืน
“ดุสิต เซนทรัลปาร์ค” เนื้อที่ 23 ไร่ กลายเป็นทำเลทอง บนจุดตัดของถนนพระราม 4 และสีลม ทำทางเชื่อมสะดวก สบาย ใหญ่กว่าที่ทางการทำซะอีก เดินทางสะดวก เป็นจุดเชื่อมของรถไฟฟ้า BTS และ MRT คน กทม. ชอบใจ ในยุคน้ำมันแพง มีสวนป่า น้ำพุดนตรี บนตึกหรู เข้าชมฟรี ไม่หวง องค์กรธุรกิจที่ใจกว้าง ย่อมได้รับคำชื่นชม และเป็นภาพพจน์ดี บอกต่อ โฆษณาให้แบบเต็มใจ
“ชนินทร์ โทณวณิก” ออกปากว่า ยังรอ “ศุภจี” กลับมาบริหาร “เครือดุสิต” เมื่อเธอจบภารกิจของชาติบ้านเมือง……
งานทุกงาน ย่อมต้องใช้เวลา อดทน รอคอย ความสำเร็จ ย่อมต้องผ่านอุปสรรค ผ่านนรก จึงจะพบสวรรค์ และทุกความร่วมมือของคนในชาติ จะเป็นพลัง ให้พวกเราผ่านวิกฤติไปด้วยกัน….
แนวคิด การทำงานของ “ศุภจี” จึงเป็นปรากฏการณ์ เชิงทางการเมืองที่ควรค่าต่อการให้กำลังใจ เธอเลือก “คน” เข้ามาช่วยบ้านเมือง จากแนวคิดและความถนัด ชำนาญ ทีมผู้ช่วย “ศุภจี” ทั้ง 12 คน จึงเสมือน สุดยอดฝีมือ “ดรีมทีม” คนไทยควรให้กำลังใจ ให้ความร่วมมือ ไม่ใช่เพียงจะคอยเยาะเย้ย แบ่งพรรค ฝ่ายค้าน ค้านทุกเรื่อง กลายเป็นอีกคำว่าเป็น “ฝ่ายแค้น”
ฝัน… ฝัน…. .ในคืนวันสงกรานต์ ปี 2569 ว่า…. การเมืองไทย ไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีฝ่ายรัฐบาล…มีแต่ “การทำงานเพื่อชาติ” ได้แต่สะกดจิตตัวเองว่า ขอให้ฝันนานๆ และฝันนั้นเป็นจริง….




Leave a Response