ภ.4 รวบเครือข่าย ”บัญชีม้า– แก๊งกดเงิน“ จับคาธนาคารกลางห้างดังขอนแก่น

IMG_4792

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 7 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์ปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 4 (ศปก.ภ.4) พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 พร้อมด้วย พ.ต.อ.ปรีชา เก่งสาริกิจ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น พ.ต.อ.วงศกร วันชัย ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น พ.ต.อ.ขจรฤทธิ์ วงษ์ราช รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ และ พ.ต.อ.นพวิทย์ ดิษฐาธนาธรสิริ ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกันแถลงผลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตำรวจภูธรภาค 4 หลังสามารถจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายบัญชีม้าและแก๊งกดเงินได้รวม 8 ราย ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดกาฬสินธุ์ พร้อมตรวจยึดเงินสดเกือบ 5 แสนบาท

พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4 กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นผลงานของทีมสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น ซึ่งสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย ได้แก่ นายดิว อายุ 19 ปี ชาวตำบลหนองบัว อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น นายยาว อายุ 20 ปี ชาวตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก น.ส.เอ อายุ 20 ปี ชาวตำบลเลาขวัญ อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี และ น.ส.บี อายุ 20 ปี ชาวตำบลอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “ร่วมกันเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีการดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย หรืออั้งยี่” พร้อมตรวจยึดของกลางเงินสดจำนวน 178,540 บาท โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง รถยนต์เก๋ง 1 คัน และสมุดบัญชีเงินฝาก 1 เล่ม

การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา ทีม Investigate Digital Channel สายงาน Financial Crime ของธนาคารกรุงไทย ตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงินจำนวน 120,000 บาท และพบว่ามีนายดิวมาถอนเงินออกไปจากบัญชีดังกล่าว จึงประสานแจ้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนส่งข้อมูลมายังตำรวจภูธรภาค 4 เพื่อเร่งสืบสวนติดตามจับกุม

ต่อมาเจ้าหน้าที่นำกำลังไปตรวจสอบที่ธนาคารกรุงไทย สาขาเซ็นทรัลขอนแก่น พบว่านายดิวไม่ได้กระทำเพียงลำพัง แต่มีผู้ร่วมขบวนการอีก 3 คน โดยหลังจากถอนเงินและตรวจนับเรียบร้อย นายดิวได้เดินไปยังบริเวณหน้าลิฟต์ภายในห้าง และมีการแบ่งส่วนแบ่งเงินกัน ขณะที่เงินที่เหลือเตรียมนำเข้าบัญชีเพื่อโอนต่อให้ผู้สั่งการ เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้งหมดได้ทันที

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ให้การว่าดำเนินการตามคำสั่งของนายเอ็ม ชาวกรุงเทพมหานคร โดยนายดิวซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีธนาคาร 2 บัญชี ทำหน้าที่รับโอนและถอนเงินสด รวมเป็นเงิน 670,000 บาท และจะได้รับค่าจ้างร้อยละ 30 ของยอดเงินที่รับโอนและถอน ส่วนเงินที่เหลือจะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารนิติบุคคลหรือบัญชีม้า

สำหรับหญิงสาวทั้งสองคนได้รับการว่าจ้างให้ประกบนายดิวระหว่างทำธุรกรรมในธนาคาร โดยทำทีเป็นผู้มาใช้บริการทั่วไป ทั้งสองเดินทางโดยเครื่องบินจากสนามบินดอนเมืองมายังจังหวัดขอนแก่น ขณะที่นายยาวขับรถยนต์จากจังหวัดพิษณุโลกมารับทั้งหมดเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของนายเอ็ม

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ยังสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้อีก 4 ราย ได้แก่ น.ส.เอ อายุ 23 ปี เจ้าของบัญชีม้าและทำหน้าที่กดเงิน นายคิว อายุ 24 ปี ทำหน้าที่ควบคุมฐาน นายฟู่ อายุ 24 ปี ทำหน้าที่ประสานงาน และนายยี่ อายุ 23 ปี ทำหน้าที่สั่งการและประสานงาน พร้อมตรวจยึดเงินสด 300,000 บาท สมุดบัญชีธนาคาร 1 เล่ม โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง และรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ 1 คัน

ก่อนการจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสังเกตพบกลุ่มคนต่างถิ่นเข้ามาในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ และตระเวนหาชาวบ้านรับจ้างเปิดบัญชีธนาคารเพื่อใช้เป็นบัญชีม้า โดยเสนอค่าจ้างบัญชีละ 4,000–7,000 บาท เมื่อเปิดบัญชีแล้วจะพาไปถอนเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคารและกดเงินจากตู้เอทีเอ็มในพื้นที่

กระทั่งวันที่ 6 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่พบผู้ต้องหาขับรถยนต์โตโยต้า ยารีส สีขาว ทะเบียน งธ-4244 ขอนแก่น ไปถอนเงินที่ธนาคารออมสิน สาขาโลตัส กาฬสินธุ์ จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้นและสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 รายได้พร้อมของกลาง

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า นายยี่และนายฟู่ไม่ใช่คนไทย ไม่มีสัญชาติไทย อาศัยอยู่บนดอยในพื้นที่ภาคเหนือ ไม่สามารถเขียนภาษาไทยได้ แต่พูดภาษาไทยได้ โดยโทรศัพท์มือถือที่ตรวจยึดพบการสื่อสารเป็นภาษาจีน ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างให้ล่ามช่วยแปลเพื่อตรวจสอบการติดต่อกับผู้สั่งการ

ทั้งสองให้การยอมรับว่าเดินทางจากภาคเหนือมาเช่ารถยนต์และตระเวนหาชาวบ้านเปิดบัญชีธนาคารตามคำสั่งของบอสใหญ่ชาวจีน โดยให้ค่าจ้างบัญชีละ 4,000–7,000 บาท เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหา “เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีการดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย หรืออั้งยี่”

รอง ผบช.ภ.4 กล่าวเพิ่มเติมว่า ในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบัน มีคดีอาชญากรรมออนไลน์รวม 7,077 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 337 ล้านบาท โดยธนาคารที่ถูกใช้ถอนเงินบ่อยที่สุดในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4 คือ ธนาคารออมสิน สาขาโลตัสกาฬสินธุ์ จำนวน 16 ครั้ง และตู้เอทีเอ็มที่ถูกกดถอนเงินบ่อยที่สุดคือ ตู้เอทีเอ็มของธนาคารออมสิน อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 17 ครั้ง

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เชื่อว่าการจับกุมเครือข่ายต่างถิ่นที่เข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ภาค 4 อาจมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายกลุ่มจีนเทาที่เข้ามาหลอกลวงประชาชนชาวไทย จึงฝากเตือนประชาชนไม่ให้หลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพดังกล่าว

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์


Leave a Response

ใส่ความเห็น

เรื่องล่าสุด