🧬 ขี้ไคลคือเซลล์ผิวตาย ไม่ใช่คราบสกปรก
⚠️ ขัดแรงเสี่ยงผิวคล้ำ แก่ก่อนวัย
🚿 อาบน้ำทุกวันก็ยังเกิดขี้ไคลได้
🧪 ผู้เชี่ยวชาญแนะเลี่ยงหินขัด
🌡️ น้ำร้อนทำผิวหนาและหมอง
ขี้ไคลเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับผิวหนังมนุษย์มาอย่างยาวนาน แต่คนไทยจำนวนมากยังเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าขี้ไคลคือ “ความสกปรก” ที่ต้องขัดออกให้หมด ความจริงทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า ขี้ไคลคือส่วนผสมของเซลล์ผิวหนังชั้นกำพร้าที่ตายแล้ว น้ำมันผิวหรือซีบัม และเหงื่อที่ร่างกายขับออกมาในแต่ละวัน ซึ่งล้วนเป็นกลไกปกติของร่างกาย
ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในประเทศไทยอธิบายว่า หากขี้ไคลสะสมเป็นเวลานาน อาจทำให้ผิวดูหมองคล้ำ เกิดกลิ่นกาย และอุดตันรูขุมขน แต่การขัดผิวอย่างรุนแรงเพื่อหวังให้ผิวขาวใสกลับส่งผลตรงกันข้าม เพราะทำลายปราการผิวหรือ Skin Barrier จนเกิดการอักเสบระดับไมโคร ร่างกายจึงเร่งผลิตเม็ดสีเมลานินมาปกป้องผิว ส่งผลให้ผิวคล้ำ หยาบ และดูแก่ก่อนวัย
ต้นตอของการเกิดขี้ไคลมาจากกระบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติ หรือ Desquamation ซึ่งปกติจะเกิดขึ้นทุกประมาณ 28 วัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยอย่างมลภาวะ ฝุ่น PM2.5 การใช้ชีวิตในห้องแอร์เป็นเวลานาน และผิวที่แห้งขาดน้ำ ล้วนทำให้เซลล์ผิวที่ตายแล้วไม่หลุดออกตามธรรมชาติ จนกลายเป็นขี้ไคลสะสม แม้อาบน้ำทุกวันก็ยังเกิดขึ้นได้
ในขณะเดียวกัน ยังพบความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับขี้ไคลที่สืบต่อกันมานาน ไม่ว่าจะเป็นการขัดแรงแล้วผิวจะขาวขึ้นทันที ความเข้าใจว่าขี้ไคลคือสิ่งสกปรกที่ต้องกำจัดออกทุกวัน การใช้หินขัดผิวแบบดั้งเดิม สบู่ฆ่าเชื้อที่มีฤทธิ์แรง หรือการอาบน้ำอุ่นจัดเพื่อช่วยละลายขี้ไคล ซึ่งทั้งหมดล้วนส่งผลเสียต่อผิวในระยะยาว
แพทย์ผิวหนังแนะนำให้เปลี่ยนพฤติกรรมดูแลผิวมาเน้นความอ่อนโยน ใช้สบู่ที่มีค่า pH ใกล้เคียงผิวที่ประมาณ 5.5 หลีกเลี่ยงการขัดถูรุนแรง และเลือกใช้สารผลัดเซลล์ผิวแบบเคมีอย่าง AHA หรือ PHA ที่ช่วยให้เซลล์ผิวตายหลุดออกอย่างนุ่มนวล ลดการเกิดแผลเล็กๆ บนผิว และช่วยให้ผิวแข็งแรงในระยะยาว
#ขี้ไคลไม่ใช่ความสกปรก
#ยิ่งขัดยิ่งคล้ำ
#SkinBarrier
#ดูแลผิวอย่างถูกวิธี
#เทรนด์ผิวสุขภาพดี
ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์




Leave a Response