• พิธาเปิดเวทีใหญ่ตลาดต้นตาล จ.ขอนแก่น ขอคะแนนถล่มทลาย
• ย้ำแนวคิด “อีสานสองเด้ง” เพิ่มรายได้ประชาชนเป็นสองเท่า
• ชูประชาชนเป็นใหญ่ แนวคิดสามเหลี่ยมกลับหัว
• ขอเลือกพรรคประชาชนสองใบ ม้วนเดียวจบ ไม่ซ้ำรอยการเมืองเดิม
• ปลุกพลังชาวอีสานกว่า 20 ล้านคน เปลี่ยนขอนแก่น เปลี่ยนอีสาน เปลี่ยนประเทศไทย

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ตลาดต้นตาล ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น พรรคประชาชนได้จัดเวทีปราศรัยใหญ่ โดยมีประชาชนจากหลายพื้นที่ในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง เดินทางมาร่วมรับฟังการปราศรัยและรอพบกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ปรึกษาและผู้สนับสนุนการทำงานของพรรคประชาชน มากกว่า 15,000 คน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นเวทีปราศรัยโดยขอให้ประชาชนเลือกพรรคประชาชนแบบถล่มทลาย เพื่อไม่ให้การเมืองไทยกลับไปเป็นแบบเดิมอีก พร้อมกล่าวว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เข้าใกล้เส้นชัยมากที่สุด หากตนเองไม่หมดหวัง ประชาชนทุกคนก็ไม่ควรหมดหวังเช่นกัน พร้อมระบุว่า มากกว่าคำว่าเสียใจ คือความเสียดายที่ตนเองไม่ได้มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีของชาวอีสานคนที่ 30

นายพิธากล่าวว่า ไม่ว่านานแค่ไหน ประวัติศาสตร์จะบันทึกไว้ว่าผู้ชนะการเลือกตั้งปี 2566 คือพรรคก้าวไกล แต่กลับไม่ได้มีโอกาสเข้าไปรับใช้ประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องชาวอีสานกว่า 20 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 30 ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่รายได้เฉลี่ยของคนอีสานอยู่ที่ประมาณ 70,000 บาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ 30 ของรายได้ประเทศเช่นกัน
หากพรรคประชาชนได้เข้าไปทำงานในทำเนียบรัฐบาล จะผลักดันให้อีสานมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า หรือ “อีสานสองเด้ง” ให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น แต่ที่ผ่านมาไม่มีโอกาสได้ทำ จึงขอให้ประชาชนช่วยกันเลือกพรรคประชาชน
นายพิธาย้ำแนวคิด “สามเหลี่ยมกลับหัว” คือประชาชนต้องเป็นใหญ่ ไม่ใช่ให้คนเพียงไม่กี่คนอยู่เหนือหัว พร้อมชูนโยบายแก้ปัญหาปากท้อง ขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ ทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตรดีขึ้น เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงผลักดันให้อีสานมีความเป็นสากล นำหมอลำไปสู่เวทีโลก สร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์คนอีสาน และยกระดับสวัสดิการ โดยเฉพาะเงินผู้สูงอายุ

ในช่วงหนึ่งของการปราศรัย นายพิธาได้กล่าวถึงกรณีคลิปซื้อสิทธิ์ขายเสียง โดยระบุว่า อีสานจะเป็น “สองเด้ง” ไม่ได้ หากไม่เลือกพรรคประชาชนสองใบ พร้อมย้ำให้เลือกผู้สมัคร สส.เขต ตั้งแต่เขต 1 ถึงเขต 11 และหากจำหมายเลขพรรคไม่ได้ ให้จำอายุของตนเองไว้ คือ 46 ปี สร้างเสียงตอบรับและเสียงเชียร์จากผู้ร่วมฟังอย่างต่อเนื่อง
นายพิธายังกล่าวว่า พรรคประชาชนต้องการเป็นพรรคมวลชน พี่น้องชาวขอนแก่นและชาวอีสานกว่า 20 ล้านคน เป็นคนมีศักดิ์ศรี และจะไม่ยอมขายสิทธิ์ขายเสียงตามคลิปที่ปรากฏ เพราะหากเลือกพรรคประชาชนเข้าไปเป็นรัฐบาล ความเหลื่อมล้ำและความยากจนจะหมดไป ไม่ต้องแลกกับเงินเพียงไม่กี่บาท
นอกจากนี้ยังกล่าวถึง น.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์ รักชนก” โดยเรียกว่า “อิหล่าคำแพง” พร้อมย้ำว่า พรรคให้ความสำคัญกับการดูแลระบบประกันสังคมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ ไอซ์ รักชนก คอยตรวจสอบประกันสังคมเพื่อสวัสดิการของคนไทยที่ควรได้รับอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ช่วงท้าย นายพิธาเชิญชวนประชาชนร่วมกันชูสัญลักษณ์สามเหลี่ยมกลับหัว และขอให้เลือกพรรคประชาชนสองใบ เพื่อเปลี่ยนขอนแก่น เปลี่ยนอีสาน และเปลี่ยนประเทศไทยไปพร้อมกัน
ภายหลังการปราศรัย นายพิธาได้ร่วมถ่ายภาพกับประชาชนที่มาร่วมฟังการปราศรัยกว่า 15,000 คน โดยผู้ร่วมงานพร้อมใจกันเปิดแฟลชจากโทรศัพท์มือถือ สร้างภาพ “ทะเลดาว” ทั่วบริเวณตลาดต้นตาล โดยนายพิธาเป็นผู้ส่งสัญญาณให้ยกไฟตามจังหวะขณะวิ่งจากซ้ายเวทีไปขวาเวที กลายเป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานจำนวนมาก
ทั้งนี้ บรรยากาศการปราศรัยใหญ่ในวันนี้เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีผู้บริหารพรรคและผู้สมัคร สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ สลับกันขึ้นปราศรัยบนเวที ท่ามกลางความสนใจของประชาชนอย่างล้นหลาม
ภายหลังขึ้นเวทีปราศรัย นายพิธาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งว่า ตั้งแต่ทำการเมืองมาไม่มีวันไหนมั่นใจเท่าวันนี้ รู้สึกว่าเข้าใกล้เส้นชัย และคิดว่าพี่น้องประชาชนเริ่มที่จะเข้าใจ อย่างตอนที่เป็นก้าวไกลก็จะเห็นว่าหลายพื้นที่ ช่องว่างระหว่างใบบัญชีรายชื่อกับเขตจะมีเยอะ ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมาเราต้องการจะลดช่องว่างของสองใบนี้ให้ได้ จึงพยายามอธิบายให้ทุกคนฟังว่า ถ้าจะกาแบบให้ม้วนเดียวจบต้องกาส้มสองใบเพราะอะไร ซึ่งประชาชนก็ให้การตอบรับและเข้าใจในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็คาดหวังว่าพี่น้องประชาชนจะไม่แบ่งใจและกาส้มสองใบ พรรคประชาชนทั้งคนทั้งพรรค
ทั้งนี้ พรรคประชาชนต้องการเป็นพรรคมวลชน ซึ่งต้องการ สส.เขต ให้ได้เยอะๆ ให้มากกว่าบัญชีรายชื่อ แม้บัญชีรายชื่อจะคิดนโยบายทำสิ่งต่างๆ ได้ แต่ไม่เหมือนกับ สส.เขต ที่มีความใกล้ชิดประชาชน อย่าง สส.เขต ที่เรามีในขอนแก่นอยู่สามคนตอนนี้ ซึ่งพี่น้องประชาชนในภาคอีสาน 20 ล้านคนก็จะเห็นถึงความจำเป็นตรงนี้ ที่เราอยากได้ สส.เขต มากกว่าที่เคยมีมา เพราะ สส.เขต มี 400 คน ส่วนบัญชีรายชื่อมีเพียง 100 คน ซึ่งไม่ได้เป็นครึ่งๆ เหมือนที่ประชาชนเข้าใจกัน เราก็พยายามอธิบายตรงนี้ ให้เลือกทั้งคนทั้งพรรค ไม่ให้กลายเป็นเหมือนกับตอนก้าวไกลอีก
ถ้าถามว่าเราจะลบคำสบประมาทที่บอกว่าเราชนะการเลือกตั้งแต่เป็นรัฐบาลได้ไหม ตอบสั้นๆ คือเราลบคำสบประมาทได้ทุกครั้ง หลายคนตั้งเป้าว่าจะได้ไม่กี่คนแต่ผลออกมาก็เกินคาดทุกครั้ง ซึ่งเราไม่มีความกังวลในจุดนี้ และเราเปลี่ยนคำสบประมาทเป็นพลังผลักดันพวกเรา ว่าจริงหรือไม่จริงเราก็ต้องรับฟังมาก่อน ถ้าจริงเราก็ต้องปรับปรุง แต่ถ้าไม่จริงเราก็แค่ปล่อยไว้ข้างทาง แต่ถ้าเสียงประชาชนไม่พอ ทุกคนก็จะรู้ดีว่าจะมีกลไกต่างๆ นานา ทำให้พรรคที่มาเป็นอันดับหนึ่งไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ ซึ่งก็ขอให้พิธาเป็นคนสุดท้ายของการเมืองไทยที่จะมีอะไรแบบนี้เกิดขึ้น และขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามครรลองคลองธรรม เพราะประเทศไทยรอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ขอให้เลือกส้มทั้งสองใบ




Leave a Response