ขอนแก่น (26 มกราคม 2569) – ภาคีเครือข่ายจังหวัดขอนแก่นผนึกกำลังครั้งใหญ่ เปิดเวทีระดมสมองแสวงหาทางออก “อุบัติภัยปัญหาใหญ่ของคนเมือง” ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เสนอแผนปฏิบัติการเชิงรุก โดยมุ่งยกระดับเป็นวาระจังหวัดภายใต้สโลแกน “ขอนแก่นอยู่ดีมีแฮง ฮักแพงแบ่งปัน ป้องกันอุบัติภัยใกล้ตัว”

นางสุมาลี สุวรรณกร หัวหน้าคณะทำงานภาคีอาสาจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า เวทีนี้จัดขึ้นเพื่อนำข้อมูลเชิงวิชาการมาปรับใช้จริงในพื้นที่ สร้างความร่วมมือระหว่างเครือข่ายเพื่อหยุดยั้งความสูญเสีย และผลักดันข้อเสนอให้กลายเป็นนโยบายสาธารณะที่จับต้องได้ โดยสรุปทางออกสำคัญใน 3 ด้าน ประกอบด้วย ภัยฝุ่น PM 2.5: หยุดเผา เพิ่มมูลค่า สร้างอากาศสะอาด ภัยออนไลน์: สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล เคาะประตูบ้าน และอุบัติเหตุทางถนน: เปลี่ยนจุดเสี่ยง ปกป้องชีวิตคนขี่มอเตอร์ไซค์

ดร.นิลวดี พรหมพักพิง จากศูนย์วิจัยอยู่ดีมีสุข มข. ชี้ให้เห็นว่าต้นตอมาจากภาคเกษตร การเผาในที่โล่ง และควันรถยนต์ดีเซล จึงเสนอทางออก 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับชุมชน: เปลี่ยนวิธีคิด “งดเผา” มาเป็น “สร้างรายได้” โดยนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาทำปุ๋ยหมักหรือถ่านอัดแท่ง ระดับจังหวัด: ใช้เทคโนโลยีระบบเตือนภัย Hotspot และสนับสนุนเครื่องจักรให้เกษตรกรจัดการเศษวัสดุแทนการเผา และระดับชาติ: บังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับโรงงานและไซต์ก่อสร้าง พร้อมปรับมาตรฐานน้ำมันเป็น Euro 5/6

ส่วนภัยออนไลน์: สร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล เคาะประตูบ้าน นายปฏิวัติ เฉลิมชาติ จากสมาคมผู้บริโภค เสนอมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือมิจฉาชีพ ประกอบด้วย กลไกท้องถิ่น: ให้ความรู้ผ่าน อสม. และผู้นำชุมชน เพื่อสื่อสารกับผู้สูงอายุและคนในพื้นที่แบบ “เคาะประตูบ้าน” วาระเร่งด่วน: เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศให้การแก้ภัยออนไลน์เป็นวาระสำคัญ จัดกิจกรรม Big Day รณรงค์ทั่วจังหวัด ข้อเสนอเชิงโครงสร้าง: เรียกร้องให้มีระบบ Cell Broadcast (ระบบส่งข้อความเตือนภัยแบบฉับพลัน) แจ้งเตือนภัยเข้ามือถือแบบเรียลไทม์ และบรรจุหลักสูตรการรู้เท่าทันมิจฉาชีพตั้งแต่วัยอนุบาล
และอุบัติเหตุทางถนน: เปลี่ยนจุดเสี่ยง ปกป้องชีวิตคนขี่มอเตอร์ไซค์ โดยนายพันเลิศ พรมมาตย์ จากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดขอนแก่น สรุปแนวทางลดความสูญเสีย ประกอบด้วย ลดจุดอันตราย: เสนอปรับปรุงจุดติดตั้งเสาไฟฟ้าข้างทางเพื่อลดความรุนแรงหากเกิดการชน รถโรงเรียนปลอดภัย: สนับสนุนให้ อปท. จัดรถรับ-ส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่เด็กต้องขี่จักรยานยนต์มาเรียนเอง และมาตรการองค์กร: กวดขันวินัยการสวมหมวกนิรภัย 100% ทั้งในสถานศึกษาและโรงงานอุตสาหกรรม
ก้าวต่อไปภาคีเครือข่ายเตรียมนำแผนปฏิบัติการทั้งหมดนี้ เข้าเสนอต่อกลไกการประชุมจังหวัด เพื่อผลักดันให้เกิดการบังคับใช้จริงในพื้นที่ที่มีปัญหาเร่งด่วน โดยเน้นการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลกันและกันอย่างยั่งยืน
“เราต้องเปลี่ยนจากความกลัว เป็นความรู้เท่าทัน และเปลี่ยนจากความต่างคนต่างทำ มาเป็นการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อความปลอดภัยของทุกคน”





Leave a Response