🩺 เตือนคนไทยใช้ยาผิดมาตลอดชีวิต กินผิดเสี่ยงกระเพาะทะลุ ไตวาย ตับพัง

Gemini_Generated_Image_x58yj1x58yj1x58y

💊 พาราเซตามอลไม่ได้แค่แก้ไข้
⚠️ ไอบูโพรเฟนแรงกว่า เสี่ยงกว่า
🏥 ยาแก้ปวดไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ
🧠 ยาแก้แพ้ง่วง เสี่ยงสมองเสื่อม
❄️ เก็บยาผิดที่ ประสิทธิภาพหาย

รายการ Tuck Talk สัปดาห์นี้หยิบยกประเด็นใกล้ตัวที่คนไทยจำนวนมากเข้าใจผิดเกี่ยวกับ “การใช้ยา” ซึ่งอาจนำไปสู่ผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพ ทั้งกระเพาะทะลุ ไตวาย และตับพัง โดยมี “รศ. ภก. ธนรัตน์ สรวลเสน่ห์” อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มาให้ความรู้เชิงลึก เตือนให้ประชาชนใช้ยาอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และไม่ทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว

รศ. ภก. ธนรัตน์ อธิบายว่า ยาพาราเซตามอลที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นเพียงยาแก้ไข้หรือปวดศีรษะนั้น ความจริงยังใช้บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดคอจากการนอนตกหมอน ปวดเข่าในผู้ป่วยข้อเสื่อม หรืออาการบาดเจ็บเล็กน้อยจากการเล่นกีฬาได้ โดยขนาดยาขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ หากใช้ลดไข้ทั่วไปจะคำนวณตามน้ำหนักตัว แต่หากเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อหรือกระดูกสามารถใช้ขนาดสูงขึ้นได้ตามคำแนะนำ

ส่วนยาไอบูโพรเฟนและยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) จัดเป็นยาแก้อักเสบที่แรงกว่าพาราเซตามอล เหมาะกับอาการปวดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อและกระดูก แต่ความแรงก็มาพร้อมความเสี่ยง เช่น แผลในกระเพาะอาหาร เลือดออกในกระเพาะ ความดันโลหิตสูง จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อยารับประทานเอง

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดเฉียบพลันจากการบาดเจ็บเล็กน้อย อาจใช้ยาเพียง 1–2 วันแล้วหยุด แต่หากเป็นโรคเรื้อรัง เช่น ข้อเสื่อม หรือข้ออักเสบ อาจจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง ซึ่งแม้ยาแก้อักเสบจะไม่ทำให้ติดยา แต่สามารถก่อผลข้างเคียงสะสมได้

รศ. ภก. ธนรัตน์ ยังเน้นว่าการไม่กินยาแล้วเลือกใช้ยานวดหรือแผ่นแปะไม่ถือว่าผิด ตรงกันข้ามถือเป็นวิธีที่ถูกต้องในเบื้องต้น เพราะการปฐมพยาบาลที่สำคัญคือการหยุดพัก ประคบเย็นใน 24 ชั่วโมงแรก และหลีกเลี่ยงการขยับบริเวณที่บาดเจ็บ

ในประเด็นการเก็บยา ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าไม่ควรเก็บยาไว้ในรถหรือในห้องน้ำ เพราะความร้อนและความชื้นทำให้ตัวยาเสื่อม ยาน้ำส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องแช่ตู้เย็น และเมื่อเปิดแล้วหากใช้ไม่หมดภายใน 1 เดือนควรทิ้ง ไม่ควรเสียดาย

ส่วนยาแก้หวัดที่มีหลายยี่ห้อ ส่วนใหญ่เป็นยาผสมที่รวมพาราเซตามอล ยาลดน้ำมูก และยาลดคัดจมูก เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการครบ แต่หากมีเพียงอาการเดียว เช่น ปวดศีรษะ ไม่จำเป็นต้องรับยาที่มีหลายส่วนผสม เพราะจะได้รับยาที่ไม่จำเป็นเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

สำหรับยาแก้แพ้ ยาที่ง่วงและไม่ง่วงมีประสิทธิภาพเท่ากันในกรณีภูมิแพ้ แต่ยาแก้แพ้ที่ทำให้ง่วงไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เพราะมีข้อมูลเชื่อมโยงกับภาวะสมองเสื่อม สับสน ปัสสาวะลำบาก และท้องผูก

รศ. ภก. ธนรัตน์ ย้ำความแตกต่างสำคัญระหว่าง “ยาแก้อักเสบ” กับ “ยาปฏิชีวนะ” โดยยาแก้อักเสบใช้กับอาการปวด บวม แดง ร้อน จากการอักเสบของกล้ามเนื้อหรือกระดูก ส่วนยาปฏิชีวนะใช้เฉพาะกรณีติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น แผลมีหนอง หรือการติดเชื้อที่ชัดเจนเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนกันได้

ในช่วงท้าย ผู้เชี่ยวชาญฝากเตือนว่า ยาเป็นสารเคมีที่มีทั้งคุณและโทษ ก่อนรับประทานควรรู้ให้ชัดว่ากินเพื่ออะไร มีประโยชน์จริงหรือไม่ และมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง หากใช้ยาอย่างมีความรู้ จะช่วยให้หายไวและปลอดภัย แต่หากใช้ผิดอาจทำร้ายสุขภาพในระยะยาวโดยไม่รู้ตัว

#ใช้ยาถูกวิธี
#เตือนภัยสุขภาพ
#พาราเซตามอล
#ยาแก้ปวด
#TuckTalk

ทีมข่าวขอนแก่นลิงก์


Leave a Response

ใส่ความเห็น

เรื่องล่าสุด