“ปะจัน ” โดย “เขี้ยวจัน ”
ปีที่ 3 : ตามที่ใจสั่งมา……..
ที่นี่….ไม่ใช่คอลัมน์ร้องทุกข์ แต่เป็น การสังคมอุดมปัญญา ลุกขึ้นมา “ทวงสิทธิ” ของการเป็นพลเมืองผู้ตื่นรู้ เจ้าของคะแนนเสียงที่เลือก”ตัวแทน” ในทุกระดับ ของการปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารบ้านเมือง ด้วยข้าราชการ “ตัวแทน” จากส่วนกลาง ทุกกระทรวง ทบวง กรม [ หน้ารวมบทความ ปะจัน]
นับถอยหลัง สู่วันเลือกตั้ง อาทิตย์ ที่ 08 กุมภาพันธ์ 2569……
ทุกคนต้องมีอาชีพ หมายถึง วิถีการทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ มีเงิน กิน ใช้ เลี้ยงชีพ ยุคปัจจุบันพบว่า นักการเมือง กล้าที่จะออกมา ระบุในโปรไฟล์ส่วนบุคคลว่า อาชีพคือ “ นักการเมือง” ต่างจากก่อนหน้านี้ กระมิด กระเมียดว่า “นักธุรกิจ” และสื่อมาเติมต่อท้ายว่า นักธุรกิจการเมือง–หมายถึงมาลงการเมือง เพื่อทำธุรกิจ
“ครอบครัวนักการเมือง” โดยสายเลือด อันกินความหมายว่า มีสมาชิกเข้าสู่เวทีการเมือง ทั้งทางสายเลือด การแต่งงาน มักมีการสืบทอดอำนาจข้ามรุ่น และมีอิทธิพลส่งต่อกันมา เป็นเครือข่ายอำนาจ ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ความเป็นทายาททางการเมือง เปลี่ยนผ่านสืบทอดครอบงำสังคม
หาก เป็นการเช่นนี้ เราจึงพบว่า การเป็นนักเมือง มักต่อสายกลายเป็น “สายเลือด” ส่งต่อไปยังรุ่นลูก (รอรุ่นหลาน)
เห็นชัด จากตระกูล”ชินวัตร” ที่ร่ำรวยจากธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม เมื่อลงสนามการเมือง จึงมีข่าวเรื่องการทำธุรกิจอื่นๆ ด้วยสายสัมพันธ์ บวก อำนาจภาครัฐ ร่ำรวยไม่หยุด ฉุดให้ข้าราชการ(บางคน)นักการเมือง(บางคน) ที่มีมุมต่อประโยชน์ของบ้านเมือง น้อยกว่า ประโยชน์ส่วนตน–พวกพ้อง เดินเข้าเรือนจำกันมาหลายคนแล้ว
จาก “ทักษิณ” ถึง “ยิ่งลักษณ์”–น้องสาว ถึง “สมชาย”–น้องเขย ถึง”แพรทองธาร”–ลูกสาว และกำลังจะถึง “ยศชนัน”–หลานชาย ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าตำแหน่ง CEO ของประเทศไทย
จาก “เฉลิม” ถึงลูกชาย และหลานชาย,จาก “สุวัจน์” ถึง น้องชาย, จาก “เนวิน” ถึง น้องชาย,จาก “นิสิต” ถึงลูกสาว,จาก “เสนาะ” ถึง ลูกชาย,จาก “ชวรัตน์” ถึง ลูกชาย,จาก ”สมพงศ์” ถึง ลูกชาย
สายใย เช่นนี้ จึงเป็นเรื่องเดียวกับ การเมืองในหัวเมือง กลายเป็น ชื่อเรียกที่เข้าใจกันว่า เป็นเครือข่ายขุมพลังการเมืองในท้องถิ่น คือ “บ้านใหญ่”
ตระกูล “กิตติธรกุล”–โกหงวน แห่งกระบี่, “พันธ์เจริญวรกุล”–ซ้อสมทรง แห่งเมืองกรุงเก่าอยุธยา
“ อังกินันท์”–ปิยะ แห่งเมืองเพชรบุรี,”วิลาวัลย์”–สุนทร แห่งเมืองปราจีนบุรี, “ไตรสรณกุล” –วิชิต แห่งเมืองศรีสะเกษ
………………………………………………
ในจังหวัดขอนแก่น มีตระกูล “อรรณนพพร” –พงศกร ถึง น้องชาย–บัลลังค์ ลูกสาว–ข้าวฟ่าง สรัสนันท์ ลูกชาย–ฟลุ๊ค พชรกรและยังมีการวางฐานเมืองท้องถิ่น รอไว้อีก
“พงษ์พานิช”–เสริมศักดิ์+ระเบียบรัตน์ ถึงลูกชาย ปรีชาพล–มีอุบัติเหตุ ทางการเมืองถูกแขวนไปแล้ว จึงส่งต่อไปยัง “วันนิวัติ สมบูรณ์” หลานชาย
“ช่างเหลา”–เอกราช ถึงลูกชาย “วัฒนา” ใช้เวทีทางการเมืองท้องถิ่น ไต่ถึงระดับประเทศ แต่ดูว่าเส้นทางไม่ราบรื่นนัก
จาก “สายเลือด” กลายเป็น “สายใย” โยงการเมือง เชื่อมเส้นทาง ก้าวสู่อำนาจในการบริหาร “ตัวบุคคล” ถือเป็น ตัวละครสำคัญ ที่มักใช้เป็นจุดขาย โดยเฉพาะ กฎหมายรัฐธรรม ปี 2560-ที่นักการเมือง จ้องจะล้มทั้งฉบับ แต่ไม่สำเร็จ การเลือกตั้ง ครั้งนี้-08กุมภาพันธ์ 2569 ยังทำงานเต็มร้อย ซึ่งกำหนดให้พรรคการเมือง ต้องนำเสนอชื่อบุคคล นั่งเก้าอี้ ว่าที่ “นายกรัฐมนตรี” ได้จำนวน 3 คน
ดังนั้น ทั้ง 3 คน จึงเป็นจุดขาย ที่นักการตลาดการเมือง ต้องช่วย “ปั้น” ช่วยสร้างภาพพจน์ เสมือนเป็น”สินค้า” ที่กำลังจะเปิดตัวให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อ เคยมีสถิติว่า ยาสระผมยี่ห้อหนึ่ง ใช้งบประมาณ ในการเปิดตัวกลิ่นใหม่ ราว 30 ล้านบาท แต่สำหรับ “นักการเมือง” คงมากกว่านั้น การทำธุรกิจ หวังกำไร จากยอดขาย ทางการมืองเรียกว่า “คืนทุน”
ประวัติศาสตร์ มีไว้ให้เรียนรู้ และจดจำ ใครทำดีกับบ้านเมือง ใครโกงกินบ้านเมือง ภาพเหล่านั้น ควรเป็น”ภาพจำ” ให้เจ้าของทุกคะแนนเสียง กำชัยไปเสียงตั้ง….
อาทิตย์ 08 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ เจอกัน ที่คูหา กาคนดี เข้าสภา……..




Leave a Response