ธปท. ชู ‘เกษตรวิถีใหม่’ ทางรอดเศรษฐกิจอีสานท่ามกลางหนี้พุ่ง–รายได้โตช้า

ธปท. ชู ‘เกษตรวิถีใหม่’ ทางรอดเศรษฐกิจอีสานท่ามกลางหนี้พุ่ง–รายได้โตช้า

ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ธปท. สภอ.) ได้จัดงานสัมมนา ประจำปี 2568 “เกษตรวิถีใหม่เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” ในวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.30-12.00 น. ณ ห้อง Convention 2-3 โรงแรมอวานี ขอนแก่น โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จ.ขอนแก่น เพื่อเป็นเวทีให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาจากภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกร ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และสถาบันการเงิน ตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางในการยกระดับรายได้เกษตรกร เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของเศรษฐกิจอีสานอย่างยั่งยืน โดยงานสัมมนาแบ่งเป็น 4 ช่วง ​​

ในช่วงแรกได้รับเกียรติจาก คุณวิทัยรัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวเปิดงานและสะท้อนภาพรวมบทบาทหน้าที่ธปท. ในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2) ดูแลระบบสถาบันการเงินให้เข้มแข็ง และ 3) ดูแลเสถียรภาพระบบการชำระเงิน โดยระยะต่อไป การทำงานของ ธปท. จะใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจปัจจุบัน ได้แก่ หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ปัญหาทุนสีเทา และสแกมเมอร์

คุณวิทัยรัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568 และ 2569 คาดว่าขยายตัวต่ำเพียง 2.1% และ 1.6% เศรษฐกิจที่โตต่ำเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง และสังคมสูงวัย เป็นต้น ภาคอีสานเองที่พึ่งพาภาคเกษตรสูงก็เผชิญปัญหาผลิตภาพต่ำ และปีนี้ราคาสินค้าเกษตรไม่ดี ยิ่งซ้ำเติมปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย โดยในช่วงปี 2560-66 รายได้ครัวเรือนอีสาน โตเฉลี่ย 0.5% ต่อปี แต่รายจ่ายโตเฉลี่ยถึง 2% ทำให้เกิดปัญหาหนี้เพิ่มขึ้น หนี้ครัวเรือนอีสานโตขึ้นกว่า 55% ในขณะที่ประเทศโต 24% จึงต้องเร่งให้ความช่วยเหลือในการแก้หนี้ ​​​​​​​

แบงก์ชาติจึงเข้ามาแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากขึ้น โดยมาตรการสำคัญที่ทำ คือ โครงการแก้หนี้เสีย (NPL) ที่มีมูลค่าหนี้ไม่เกิน 1 แสนบาทผ่าน Social AMC ทำให้ประชาชนรายย่อยปิดจบหนี้ได้จริง นอกจากนี้ ในด้านสินเชื่อ แบงก์ชาติเตรียมพัฒนารูปแบบการค้ำประกันใหม่เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น ตั้งเป้า 1 แสนล้านบาท หรือประมาณ 5% ของสินเชื่อคงค้าง SMEs ทั้งหมด โดยในจำนวนนี้จะครอบคลุมเกษตรกรซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในอีสาน อีกบทบาทสำคัญของแบงก์ชาติ คือการส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน เพราะปัญหาหนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว และขาดความเข้าใจเรื่องการออมและการบริหารเงิน โดยร่วมมือกับ กองทุนหมู่บ้าน ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. นำร่องใน 3 จังหวัด(หนองบัวลำภู ชัยภูมิ บุรีรัมย์) รวมกว่า 5,000 กองทุนฯ รวมถึงโครงการ “ครูสตางค์” ที่ช่วยให้ครูมีความรู้ทางการเงิน สามารถสอนเด็กและแก้ปัญหาหนี้ครูเองได้​​​​

ช่วงที่สอง นำเสนอหัวข้อ “เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ด้วยเทคโนโลยีเกษตร” โดย รศ.ดร.ขวัญตรี แสงประชาธนารักษ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ยกคำถามสำคัญ คือ เหตุใดเกษตรกรไทยจำนวนมากยังไม่ใช้เทคโนโลยีในการทำเกษตร โดยพบว่าปัญหาหลักคือ เกษตรกรยังไม่มั่นใจว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีจะคุ้มค่าหรือไม่ เพราะถึงแม้ผลผลิตจะมีคุณภาพมากขึ้น แต่ราคาที่ได้รับกลับไม่สะท้อนคุณภาพที่แท้จริงเนื่องจากระบบรับซื้อยังเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการลงทุน อีกเหตุผลสำคัญ คือ การขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตร เนื่องจากคนรุ่นใหม่เข้าสู่อาชีพเกษตรน้อยลง แรงงานส่วนใหญ่ที่เป็นผู้สูงวัยไม่กล้าลงทุน เพราะขาดผู้สืบทอดเครื่องมือเครื่องจักร อย่างไรก็ดี เริ่มเห็นเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ เช่น กลุ่มทำนาประณีตที่ชัยภูมิ กลุ่มทายาทอ้อยร้อยล้านน้ำตาลบุรีรัมย์ ที่อาศัยองค์ความรู้ใหม่และมีแนวคิดว่า การทำเกษตรด้วยเทคโนโลยีสามารถสร้างรายได้และเป็นอาชีพที่มั่นคงได้เช่น ผู้ให้บริการโดรนสำหรับพ่นปุ๋ย-พ่นยา หรือธุรกิจ SMEs ที่ให้เช่าเครื่องจักรเกษตรสมัยใหม่ซึ่งจะทำให้ระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีเกษตรเติบโต และเกษตรกรมีทางเลือกใหม่ที่จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และเพิ่มรายได้ในระยะยาว​​​

ช่วงที่สาม นำเสนอหัวข้อ “พลิกมุมคิดเพื่อยกระดับผลผลิตข้าวอีสาน” โดย คุณสินสมุทร ศรีแสนปาง ผู้ก่อตั้งโครงการศรีแสงดาวหมู่บ้านนาหยอด ได้ชี้ให้เห็นว่า “กำแพงทางใจ” คืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้ชาวนาไม่กล้าก้าวออกจากวิธีเดิม ๆ ทั้งที่การเปลี่ยนเพียงมุมคิด ก็ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นได้ นำมาสู่การจัดตั้งโครงการศรีแสงดาวหมู่บ้านนาหยอด ซึ่งสิ่งที่ต้องสื่อสารให้ชัดคือ การทำให้ชาวนากล้าปรับตัวโดยเริ่มจากเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ทำได้จริงเพื่อพิสูจน์ว่าใช้เมล็ดพันธุ์น้อยก็ให้ผลผลิตสูงได้ ถ้าทำตามวิธีการที่ถูกต้อง โดยใช้เคล็ดลับ 3 เรื่องคือ 1) ใส่ปุ๋ยให้ถูก (ถูกสูตร ถูกปริมาณ ถูกจังหวะ) 2) ปรุงดินเพื่อช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีในระยะยาว ผ่านการไถกลบตอซัง การห่มดินเพื่อรักษาอินทรียวัตถุ และการปลูกพืชหลังนา และ 3) ทำนาหยอด มีขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ ไถล่อหญ้าเพื่อกำจัดวัชพืช ทำแปลงให้สะอาด และอนุบาลต้นข้าวให้อยู่รอดในเดือนแรก โดยการทำนาหยอดใช้เมล็ดพันธุ์เพียง 1.6 กิโลกรัม/ไร่ ลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์ลงถึง 22 เท่า แต่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 600 กิโลกรัม/ไร่ อีกสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรสำเร็จ คือ ต้องมีทัศนคติที่ดี เชื่อว่า “เราทำได้” มีความรู้ที่ถูกต้อง และกล้าลงมือทำ​​

ในช่วงสุดท้าย เป็นการเสวนา ในเรื่อง“เกษตรวิถีใหม่ เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” โดยผู้ร่วมเสวนาได้แก่ คุณปิตุพร ภูโชคศิริ ผู้ก่อตั้ง ฮักเห็ดฟาร์ม จังหวัดขอนแก่น คุณเจนนิเฟอร์ อินเนส เทย์เลอร์ ผู้ก่อตั้ง อุดรออแกนิกฟาร์ม จังหวัดอุดรธานี และ ว่าที่ ร.ท.มิตรชัย ดุลยลา ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาลูกค้าและชุมชน
ธ.ก.ส. ซึ่งดำเนินรายการโดย ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีประเด็นหลักจากการเสวนาดังนี้​(1) จุดเริ่มต้น: ทำไมคนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าปรับตัว​แม้เกษตรกรจำนวนมากจะเห็นโอกาสจากการทำเกษตรรูปแบบใหม่ที่เป็นธุรกิจได้จริง แต่หลายคนยังไม่กล้าปรับตัวเพราะกลัวความเสี่ยง กลัวล้มเหลว และไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ความไม่มั่นใจจากประสบการณ์เดิมและทักษะใหม่ที่ต้องเรียนรู้ ทำให้แม้เห็นโอกาสก็ยังไม่กล้า (2) ทำไมบางคน “กล้าปรับ” และการเป็นเกษตรกรที่คิดแบบนักธุรกิจ ผู้ที่ปรับตัวสำเร็จมักเริ่มจากการทำเกษตรให้ตอบโจทย์ตลาดจริง เลือกปลูกสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ ไม่ยึดติดกับสิ่งที่เคยทำ การเริ่มจากศูนย์กลับเป็นข้อดี เพราะทำให้ไม่กลัว ลองได้เร็ว และเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ขณะเดียวกันการสนับสนุนจากรัฐ โดยเฉพาะ ธ.ก.ส. ทั้งเงินทุน ความรู้ และการสร้าง Mindset ใหม่ให้คนรุ่นใหม่ ช่วยสร้างความมั่นใจว่าไม่ได้สู้คนเดียว จึงกล้าปรับตัว และมองเกษตรเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนได้จริง (3) คำแนะนำสำคัญสำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ หัวใจของเกษตรยุคใหม่คือการบริหารจัดการ ตั้งแต่ต้นทุน การตลาด การสร้างคุณค่า ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การเริ่มเล็ก ๆ ทดลองจริง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง และมีทัศนคติที่เชื่อว่าทำได้ คือก้าวแรกที่จะทำให้การทำเกษตรพัฒนาไปเป็นธุรกิจที่มั่นคงในระยะยาว

สุดท้ายนี้ การปรับตัวไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด เพราะรายได้ของเกษตรกรไม่โต แต่หนี้เพิ่มขึ้น หากไม่ปรับตัว ภาคอีสานก็ไปต่อไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังเพราะวันนี้มีตัวอย่างความสำเร็จเกิดขึ้นจริงให้เห็นแล้ว สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ว่าเพียงปรับวิธีคิด รายได้ก็เพิ่มได้ และหากมีทุนมากขึ้น ก็ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย และเมื่อพร้อมแล้วก็ยกระดับสู่การเป็นผู้ประกอบการได้ การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากตัวเอง แต่ไม่ใช่ว่าต้องสู้คนเดียว เพราะวันนี้ภาครัฐจริงจังกับการช่วยเหลือมากขึ้น เพราะถ้าคนส่วนใหญ่ยังลืมตาอ้าปากไม่ได้ ภูมิภาคก็ไม่มีทางพัฒนาได้ ดังนั้นเรายังอยู่ในแผ่นดินนี้ได้ แต่ต้องมี “วิธีคิดใหม่” ที่กล้าลอง กล้าปรับ และกล้าเริ่มต้น

เรื่องล่าสุด