เปิดหมดใจ ดาราสาวนักเดินทางขาลุย ชาวขอนแก่น "กุ๊กกิ๊ก - กรกมล"   


         รอยยิ้มอันสดใส บวกกับบุคลิกที่กระฉับกระเฉงมั่นใจ เป็นที่สะดุดตาสะดุดใจใครต่อใครที่ได้พบเห็นเธอคนนี้ “กุ๊กกิ๊ก - กรกมล เจริญชัย” นักแสดงสาวสวยวัย 25 ปี จากค่าย MONO ที่เคยฝากฝีมือไว้ในโฆษณา , ภาพยนตร์ , ซีรีส์ , ถ่ายแบบแฟชั่น และMVอีกหลายตัว
       
        นอกจากผลทางด้านการแสดงแล้ว เธอยังมีรางวัลการันตี ในการชนะเลิศเวทีประกวด Gossip Girl 2010 อีกต่างหาก เรียกได้ว่าเป็นนักแสดงสาวที่ครบเครื่องคนหนึ่งเลยทีเดียว แต่ถึงจะเห็นหน้าหวานๆ แบบนี้ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเธอจะเรียบร้อยเหมือนผ้าพับไว้ เพราะกุ๊กกิ๊กเป็นสาวนักผจญภัยตัวยง และที่สำคัญเธอยังหลงรักการท่องเที่ยวอีกด้วย เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักกับเธอคนนี้กันดีกว่า
       
       'จากสาวห้าว...สู่ตำแหน่งชนะเลิศ Gossip Girl'
       
        “พ่อกับแม่ของกิ๊กเลิกกันตั้งแต่เด็กค่ะ แม่เป็นคนเลือกที่จะดูแลกิ๊กและพี่ชายเอง ท่านมีอาชีพรับราชการเป็นครูประถมที่จังหวัดขอนแก่นค่ะ” กุ๊กกิ๊กเปิดใจถึงชีวิตครอบครัวที่ต้องเติบโตขึ้นมาอย่างไม่ได้พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกขาดหาย เพราะมีแม่และพี่ชายดูแล ให้ความรักความเอาใจใส่เป็นอย่างดี และด้วยความที่โตมากับพี่ชาย เธอจึงติดนิสัยความห้าวแบบเด็กผู้ชายมาแบบเต็มๆ
       
       


       
        “ตอนเด็กๆ ชอบอยู่กับแก๊งเด็กผู้ชายค่ะ จริงๆ ก็มีแก๊งเด็กผู้หญิงนะ แต่กิ๊กเลือกเล่นกับผู้ชายเพราะรู้สึกว่าเล่นด้วยแล้วสนุกกว่า(หัวเราะ) มีเล่นปีนต้นไม้บ้าง ปั่นจักรยานบ้าง แต่งตัวก็ห้าวๆ เสื้อยืด กางเกงยีนส์ หมวกแก๊บ รองเท้าผ้าใบ จนบางทีแม่ต้องบอกว่า เป็นผู้หญิงบ้างได้ไหม(หัวเราะ) ”
       
        “กิ๊กเคยเป็นนักกีฬาของโรงเรียนด้วยนะ(ยิ้ม) เล่นกีฬาหลายอย่างมาก ทั้งวิ่ง แชร์บอล วอลเลย์บอล แฮนด์บอล แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งซ้อมหนักมาก ตีวอลเลย์ฯ จนแขนช้ำเป็นปื้นสีม่วงน่ากลัวมาก แม่เลยห้ามเล่นเลยค่ะ(หัวเราะ)”
       
        ถึงแม้จะเป็นสาวนักกีฬาสุดห้าวแค่ไหน ก็ไม่อาจปิดบังความน่ารักสดใสที่ซ่อนอยู่ เธอยอมรับว่า สมัยมัธยมตอนเรียนอยู่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อนๆ ต่างพาให้โหวตให้เธอคนนี้เป็นถึง ‘ดาวโรงเรียน’ และเหมือนกับว่า ยิ่งโตขึ้น ความสวยของเธอก็ยิ่งพัฒนา พอหลังจากเข้ามาเรียนที่คณะวิทยาการจัดการ สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ก็มีรุ่นพี่พยายามชักชวนเธอให้ไปประกวดเฟรชชี่ แต่เธอก็ไม่ยอม ด้วยเหตุผลว่า ‘ขี้อายมาก’
       
       


       
        “ตั้งแต่เด็กแม่ก็พยายามอยากให้กิ๊กลองประกวดดู ทั้งนางนพมาศบ้าง ดาวเดือนบ้าง พอขึ้นมหาวิทยาลัย พวกรุ่นพี่เขาอยากให้กิ๊กลองประกวดเฟรชชี่ เพราะเห็นว่าหน้าตาพอได้ แต่กิ๊กเป็นคนขี้อายมาก(ลากเสียงยาว) แต่งหน้าก็ไม่เป็น ไม่มีความสามารถพิเศษอะไรจะไปสู้กับคนอื่นเขา แล้วก็ไม่ชอบพวกการประกวดด้วย คิดไปไกลถึงขนาดว่าต้องอายคนแน่ๆ ถ้าจะให้ไปเดินบนเวทีแล้วมีคนมาดู(หัวเราะ)”
       
        อยู่มาวันหนึ่ง ทีมงานกองประกวด Gossip Girl มารับสมัครถึงขอนแก่นพอดี คุณแม่ของกุ๊กกิ๊กได้ไปสะดุดตากับป้ายรับสมัครที่บอกว่า จะได้รางวัลชนะเลิศการประกวดเป็นรถยนต์ เลยเอารางวัลนี้มาสร้างแรงจูงใจ เพื่อหวังจะให้ลูกสาวคนสวยลองเพื่อแม่สักเวที แต่เธอก็ยังไม่สนใจ
       
       


       
        ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญอีกหรือไม่ ที่ทีมงานกองประกวดเดินสายไปรับสมัครที่มหาวิทยาลัยของเธอ คณะของเธอพอดี ตอนนั้นกุ๊กกิ๊กทำงานพิเศษอยู่ในร้านกาแฟที่ทีมงานเข้าไปใช้บริการ จึงถูกทาบทามให้ลองสมัครเวทีนี้ดูอีกสักครั้ง ซึ่งการประกวดจะมีขึ้นในวันถัดไปแล้ว คนในร้านพากันพนันอย่างขำๆ ว่าเธอจะเข้ารอบหรือไม่ เมื่อถูกท้าทายเข้ามากๆ กุ๊กกิ๊กจึงตัดสินใจเขียนในสมัครส่งไปลองดูสักตั้ง!
       
        ทว่าเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นก่อนคืนวันประกวด พ่อของเธอเสียชีวิต ครอบครัวจึงพากันไปทำพิธีบำเพ็ญกุศลที่จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งใช้เวลาขับรถจากตัวเมืองขอนแก่นประมาณ 30 นาที
       
        “คืนนั้นเรื่องมันเหมือนในละครเลยค่ะ กิ๊กบอกกับแม่ว่าไม่ไปประกวดแล้วนะแม่(เสียงสั่น) แต่แม่ก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวทำธุระทางนี้ให้เอง สรุปก็ได้กลับมาตอนเช้า ถึงที่ประกวดเป็นคนสุดท้ายเลย เป็นรอบที่เขาให้แสดงความสามารถพิเศษค่ะ ตอนนั้นไปกับเพื่อน เพื่อนถามว่าทำอะไรได้บ้าง กิ๊กก็ไม่รู้จะทำอะไรเพราะไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน ยังใส่ชุดดำอยู่เลย ตาก็บวม เพื่อนเลยบอกให้ทำอะไรฮาๆ เลยตัดสินใจร้องเพลงลูกทุ่งแล้วเต้นไปด้วยแบบมั่วๆ ป็นเพลงสาวกระโปรงเหี่ยนค่ะ กรรมการคงงงเหมือนกันว่ากิ๊กมาทำอะไรให้ดู(หัวเราะ) 
       
        พอแสดงครบทุกคน เขาประกาศ 10 คนที่เข้ารอบแต่ไม่มีชื่อกิ๊ก เลยตัดสินใจกลับ แต่พอเดินถึงลิฟท์เท่านั้นแหละค่ะ เขาประกาศชื่อกิ๊กเป็นคนที่ 11 กิ๊กถอดรองเท้าส้นสูงวิ่งเลย(หัวเราะ) กรรมการเขาคงให้โอกาสกิ๊กเป็นกรณีพิเศษเพราะทราบว่าที่บ้านเกิดอะไรขึ้น เขาคงเห็นในความตั้งใจของเราค่ะ(ยิ้ม)”
       
       


       
        หลังจากที่ผ่านเข้ารอบ 11 คนในตอนนั้น เธอก็ฝ่าพันเข้ามาจนถึงรอบสุดท้าย และคว้ารางวัลชนะเลิศ Gossip Girl 2010 ไปครอง สมกับที่ได้ตั้งใจไว้เสียที เธอบอกเลยว่า หลังจากได้รางวัลมา ชีวิตของเธอเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ!
       
        “ชีวิตกิ๊กเปลี่ยนไปมาก(ลากเสียงยาว) อย่างแรกเรื่องการแต่งหน้าแต่งตาค่ะ ฝึกเขียนคิ้วก่อนเลย(หัวเราะ) ติดขนตาปลอมอยู่ครึ่งชั่วโมงกว่าจะได้ อาศัยดูจากคลิปหรือไม่ก็คอยถามช่างแต่งหน้าเอา พยายามทำเองหมดเลยค่ะ ต่อมาคงเป็นเรื่องเรียน กิ๊กเลือกเรียนที่ขอนแก่นต่อแทนที่จะโอนมาเรียนในกรุงเทพฯ เพราะตอนนั้นเราพยายามสอบเข้า ม.ขอนแก่นแล้ว ถ้าจะมาเรียนที่กรุงเทพฯ มันไม่ใช่ความตั้งใจของเราแต่แรก เลยเลือกที่จะเรียนที่นั่นให้จบ สลับกับทำงานไปด้วย
       
       


       
        อีกอย่างที่เปลี่ยนคือเรื่องการเดินทางค่ะ แต่ก่อนเข้ากรุงเทพฯ ปีละครั้งได้ แต่พอได้รางวัลแล้วก็ต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ต้องจองตั๋วเอง ทำอะไรเองหมด คือกิ๊กไม่เคยทำมาก่อน บางทีอีกวันมีเรียนก็อาศัยนอนบนรถเอา หรือไม่บางครั้งก็พักจะกับพี่สาวที่เป็นญาติกัน อีกอย่างคือเรื่องขึ้นเครื่องบินค่ะ(หัวเราะ) นั่งเครื่องบินคนเดียวครั้งแรก ตื่นเต้นมาก การได้ตำแหน่ง Gossip Girl มา เหมือนเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตไปเลยค่ะ(ยิ้ม)”
       
       'ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงเต็มตัว'
       
        หลังจากการชนะเลิศในเวที Gossip Girl 2010 กุ๊กกิ๊กซึ่งในขณะนั้นกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 ก็ได้จรดปากกาเซ็นสัญญากับค่ายMONO และอยู่ยาวมาจนถึงทุกวันนี้ ผลงานแรกในวงการบันเทิงของเธอ คือการถ่ายโฆษณาเครื่องดื่ม ร่วมกับพระเอกสุดเกรียนชื่อดัง บอย - ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์
       
        “โชคดีที่เคยได้เรียน acting มาบ้างตอนที่เก็บตัวประกวด Gossip Girl แต่ยอมรับเลยค่ะว่าวันที่ถ่ายทำวันนั้นยากมาก(ลากเสียงยาว) เราถ่ายทำกันกลางแจ้ง ตอนนั้นอากาศหนาวด้วย แล้วส่วนตัวกิ๊กชอบพี่บอยอยู่แล้วเลยทำให้สั่นไปหมด(หัวเราะ) ถ่ายไปทั้งหมด 20 กว่าเทคได้ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ”
       
       


       
        “กิ๊กได้ลองงานในวงการบันเทิงมาหลายอย่างแล้วค่ะ ทั้งถ่ายโฆษณา , เล่นหนัง ,ซีรีส์ , MV รวมไปถึงละคร ถ้าให้เลือกที่ชอบจริงๆ ก็คงจะเป็นเล่นหนัง เพราะเนื้อหามันกระชับ ครอบคลุม ใช้เวลาถ่ายทำไม่นานก็เสร็จ แต่ถ้าซีรีส์หรือละครจะเป็นอีกฟีลหนึ่ง เราต้องพยายามจำบทตั้งแต่ต้น บางทีก็ถ่ายสลับเอาตอนท้ายขึ้นก่อน เราก็ต้องจำให้ได้ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้น”
       
       


       
        ตอนนี้กุ๊กกิ๊กมีผลงานล่าสุดกับทางค่าย MONO โดยรับบทเป็น “แอนนา” นักสืบสาวมากความสามารถ ในละครซีรีส์ “ดิแองเจิล นางฟ้าล่าผี ปี2( The Angles2)” ทุกวันจันทร์และอังคาร เวลา 20.30 - 21.30 น. ทางช่อง MONO 29 สำหรับบทบาทที่ได้รับเป็นนักสืบล่าผีครั้งนี้ เธอบอกเลยว่าชอบมาก เพราะได้เรียนคิวบู๊ และได้ลองขี่มอเตอร์ไซค์บิ๊กไบท์ งานนี้ถูกใจสาวห้าวอย่างกุ๊กกิ๊กเป็นที่สุด
       
       


       
        “การแสดงเป็นอะไรที่กิ๊กชอบค่ะ เป็นการได้เรียนรู้บทบาทใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่บทที่ยากและท้าทายที่สุดที่กิ๊กเคยเล่นมา คือการเป็นคนตาบอดค่ะ เล่นคู่กับ พี่เต๋า - สมชาย เข็มกลัด ได้รับบทเป็นแฟนพี่เต๋าที่ตาบอด เหมือนจะไม่ยากแต่ยากมาก(ลากเสียงยาว) ปกติถ้าเวลาเราคุยกับใครต้องมองตา หาจุดโฟกัส แต่พอมาเล่นเป็นคนตาบอด ถึงเราจะพูดกับคนนี้ แต่ตาก็ต้องมองไปที่อื่น ที่สำคัญคือห้ามกระพริบตาบ่อย อันนี้ยากมาก(หัวเราะ) 
       
       


       
        พี่ปีเตอร์(ผู้กำกับ) ให้การบ้านมาเยอะเหมือนกัน กิ๊กเลยต้องหาข้อมูลของคนตาบอดเยอะพอสมควร เคยไปฟังละครเวทีคนตาบอดมาด้วย เขาจะทำให้เราเหมือนคนตาบอดจริงๆ โดยจะหาอะไรมาปิดตาเราไว้ให้มองไม่เห็น เอาไม้เท้าไปลองเดินในที่สาธารณะก็เคยค่ะ 
        อีกอย่างคือการไปพูดคุยกับคนที่เขาตาบอดมาตั้งแต่เกิด ซึ่งค่อนข้างลึกซึ้งและได้ความรู้ใหม่ๆ มาเยอะเหมือนกันอย่างเราเป็นคนที่ตามองเห็นปกติ บางครั้งเวลาไปไหนคนเดียว เรายังรู้สึกกลัว แต่คนตาบอดเขามองไม่เห็น ทำไมเขาถึงกล้าใช้ชีวิตประจำวัน อย่างขึ้นรถเมล์ ถ้าเป็นเราคงลำบากมากแน่ๆ แต่เขาก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้เหมือนคนธรรมดา”
       
       


       
        สำหรับในส่วนของของนักแสดงในวงการที่เธอชื่นชอบนั้น เธอเปิดเผยว่าชื่นชอบ พี่ตุ้งเหน่ง - รัดเกล้า อามระดิษ หรือที่ทุกคนจำได้ในบทของ ‘ย่าแย้ม’ ในละครเรื่อง ‘สุดแค้นแสนรัก’ ของทางช่องน้อยสี 
       
        “นักแสดงในดวงใจ กิ๊กชอบหลายคนเลยค่ะ(คิดอยู่สักพัก) แต่ที่ชอบมากๆ คงจะเป็นพี่รัดเกล้าค่ะ ตอนที่เขาแสดงเป็นย่าแย้ม กับในชีวิตจริงเขาจะคนละแบบกันเลย ย่าแย้มในเรื่องต้องเสียงดังโวยวาย แต่ตัวจริงพี่รัดเกล้าเขาเรียบร้อยมากค่ะ กิ๊กรู้สึกว่าเขาเก่ง แล้วก็เป็นนักแสดงที่มีความสามารถมากๆ”
       
        ส่วนสิ่งที่นักแสดงสาวคนสวยอยากลองทำอีกอย่างในวงการบันเทิงคือ การเป็นผู้กำกับ ถึงแม้จะไม่ได้เรียนทางด้านนี้มา แต่เธอก็เป็นก็อยากจะลองเรียนรู้ดู ว่าการเป็นผู้กำกับต้องทำอะไรบ้าง 
        “ถ้าให้กิ๊กเป็นผู้กำกับจริงๆ ในกองถ่ายคงจะวุ่นวายน่าดูแน่เลยค่ะ(หัวเราะ)”
       
       'สาวน้อยนักเดินทาง...ลุยไหนไปกัน!'
       
        หากมองภายนอก หลายๆ คนคงคิดว่ายิ้มหวานขนาดนี้ ต้องเป็นสาวเรียบร้อยน่ารักแน่ๆ แต่ใครจะเชื่อ ว่าความจริงแล้วเธอเป็นสาวห้าวขาลุย ผู้ชื่นชอบความท้าทาย บวกกับเรียนด้านการท่องเที่ยวมา เธอจึงเป็นอีกหนึ่งสาวที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบผจญภัย และล่าสุดที่ผ่านมา เธอได้เล่าประสบการณ์สุดท้าทาย คือการไปพิชิตยอดภูกระดึง จังหวัดเลย จุดหมายปลายทางที่นักเดินทางหลายๆ คนใฝ่ฝันว่า ‘ต้องไปให้ได้สักครั้งในชีวิต’
       
       


       
        “กิ๊กไปพิชิตภูกระดึงมาแล้วค่ะ(ยิ้มกว้าง) ไปมาเมื่อประมานเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนี้เอง ไปกับเพื่อนผู้หญิงรวมกิ๊กด้วยก็เป็น 3 คน เป็นอะไรที่สนุกมาก ลุยมาก ชอบมากๆ เลยค่ะ”
       
        “ไปเที่ยวครั้งนี้เราใช้เวลาไป 3 วันกับอีก 2 คืนค่ะ ได้นอนเต็นท์ด้วยนะ เพราะเห็นว่าที่พักมันแพงค่ะ(หัวเราะ) เราจ้างลูกหาบแบกของขึ้นไปให้ แล้วพกแต่ของที่จำเป็นต้องใช้ระหว่างเดินขึ้นไปไว้กับตัว ระยะทางเดินขึ้นก็ประมาน 5.5 กิโลเมตรได้ เหนื่อยเหมือนกันแต่ไม่มากเท่าไหร่เพราะเดินไปพักกินไปตลอดทางค่ะ(หัวเราะ) ”
       
        สาวผู้รักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจ เปิดเผยประสบการณ์ในการพิชิตยอดภูกระดึงว่า วันแรกที่ไปถึงจะมีกิจกรรมไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งต้องตื่นในเวลา 5.30 น. ระหว่างทางที่เดินไปนั้นมืดมาก รอบข้างได้ยินแต่เสียงสัตว์ที่แว่วมาแต่ไกล เธอยอมรับว่าน่ากลัวอยู่ไม่น้อย แต่ก็ถือได้ว่าตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน เมื่อไปถึงสถานที่ที่ดูพระอาทิตย์ขึ้นกลับไม่ได้เห็นพระอาทิตย์อย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะวันนี้เป็นวันที่หมอกลงจัด เธอจึงได้เห็นทะเลหมอกแทน
        “วันนั้นเลยกลายเป็นว่าเรานั่งจิบโอวัลตินแล้วดูทะเลหมอกแทนค่ะ(หัวเราะ)”
       
        หลังจากกลับมากจากการดูพระอาทิตย์ขึ้น(เจอแต่ทะเลหมอก)แล้ว กุ๊กกิ๊กตั้งใจจะกลับมานอนเอาแรงต่ออีกสักพัก แต่นอนไปได้ไม่นาน พระอาทิตย์เจ้ากรรมก็ดันออกมาส่องแสงเสียนี่ ทำเอาเธอและเพื่อนๆ ออกมาจากเต็นท์แทบไม่ทัน
       
        “ถ้าขืนนอนต่อกิ๊กว่ามีหวังได้ไหม้คาเต็นท์แน่ๆ เลยค่ะ(หัวเราะ) พอนอนต่อไม่ไหว เราเลยคิดกันว่าจะไปปั่นจักรยานกัน เขามีให้เช่าวันละ 200 บาท มีแผนที่มาให้ พร้อมกับบอกว่าต้องปั่นไปไหน ควรถึงตรงไหนตอนกี่โมง โดยมีจุดหมายคือผาหล่มสักค่ะ กว่าจะไปถึงก็เป็นเวลาพระอาทิตย์ตกพอดี คราวนี้ไม่พลาดแล้วค่ะ ได้ดูพระอาทิตย์ตกสักที สนุกและสวยมากจริงๆ (ยิ้มกว้าง)”
       
       


       
        เธอยังได้ฝากเตือนถึงผู้ที่จะพิชิตภูกระดึงเช่นเดียวกับเธอ หากคิดจะใช้เต็นท์เป็นที่พัก ก็ควรเตรียมไฟฉายและปูนขาวไปเอง จริงๆ ร้านค้าแถวนั้นก็มีขาย แต่อาจจะมีปริมาณน้อยไปสักหน่อยหากจะใช้โรยให้รอบเต็นท์ ส่วนประโยชน์ของปูนขาวนั้น ก็เพื่อป้องกันสัตว์เลื้อยคลานไม่ให้เข้ามาโดยเฉพาะทาก สัตว์ตัวเล็กๆ แต่ทำให้เธอจำฝังในมาจนถึงวันนี้
       
        “ตลอด 3 วันที่ไปภูกระดึง กิ๊กจะสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ใส่เลกกิ้งไว้ข้างในกางเกงอีกชั้น มิดชิดมากๆ ตอนนั้นเราพากันไปทานข้าวที่ร้านอาหาร บังเอิญว่ากางเกงที่ใส่อยู่ มีรอยขาดที่ต้นขานิดเดียว แล้วตอนนั้นดันไม่ได้ใส่เลกกิ้งไปด้วย กิ๊กรู้สึกเหมือนมีอะไรมาดูดๆ ที่ต้นขา จับดูถึงรู้ว่าเป็นทาก ขยะแขยงมาก พอจับมันโยนออกไปที่ขากิ๊กเลือดไหลเป็นทางเลยค่ะ ทั้งๆ ที่รอยแผลนิดเดียว เหมือนทากมันยังดูดไม่อิ่ม แล้วทั้งกลุ่มมีกิ๊กโดนทากดูดอยู่คนเดียว บอกเลยค่ะว่าเกลียดมาก จำฝังใจจริงๆ(หัวเราะ)”
       
        ถึงจะเจอเจ้าทากตัวดีเล่นงาน แต่กุ๊กกิ๊กก็ยอมรับว่า ประทับใจกับทริปนี้จริงๆ และหากมีโอกาส ก็อยากจะกลับมาพิชิตภูกระดึงเป็นหนที่สองและอยากกลับไปดูใบเมเปิ้ลเปลี่ยนสีที่น้ำตกถ้ำใหญ่ด้วย นอกจากนี้เธอยังแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องที่จะมีการสร้างกระเข้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการมาเที่ยวภูกระดึงว่า ค่อนข้างที่จะไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ เพราะอาจจะเป็นการไปเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นั่น 
       
       


       
        “คนที่นั่นเขาใช้ชีวิตต่างจากคนในเมืองมากค่ะ พอถึง 4 ทุ่มเขาจะตัดไฟหมด เราต้องอยู่ให้ได้จนกว่าจะถึง 6 โมงเช้า เป็นอีกฟีลหนึ่งที่ไม่เคยเจอ ทุกอย่างเป็นธรรมชาติมาก เงียบสงบ เห็นดาวเต็มฟ้าเลยค่ะ(ยิ้ม)
       
        วันที่ต้องกลับ ระหว่างทางลง เราเจอคุณยายที่ขายของอยู่บนนั้น กิ๊กถามเขาว่า ‘ยายจะไปไหน ไม่เหนื่อยหรอ?’ ยายตอบกลับมาว่า ‘จะลงไปงานแต่งงานหลาน ไม่เหนื่อยหรอก ชินแล้ว เดินขึ้นลงแบบนี้มา 30 กว่าปีได้’ กิ๊กยอมรับเลยค่ะว่ายายแข็งแรงมาก 
       
        อีกอย่าง หากจะมีการพัฒนาจริงๆ ข้างบนอาจจะไม่ได้สวยและสะอาดแบบนี้ และคำว่า ‘พิชิตภูกระดึง’ จะเป็นอะไรที่ง่ายๆ คนคิดโครงการอาจะมองว่า การมีกระเช้าจะอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุที่ไป แต่จริงๆ แล้ว กิ๊กเห็นว่ามีผู้สูงอายุไปกันเยอะนะคะ รวมไปถึงเด็กๆ ด้วย”
       
        “กิ๊กมองว่าเสน่ห์ของภูกระดึง คือการที่เราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย ต้องอาศัยทักษะการเอาตัวรอด และสนุกไปกับสิ่งที่เราจะต้องเจอค่ะ(ยิ้มกว้าง)”
       
       


       
        ด้วยความที่เป็นนักท่องเที่ยวสาวสายลุย ไปไหนไปกัน เธอจึงมีประสบการณ์การท่องเที่ยวในต่างแดนด้วย โดยเฉพาะการได้ลองเล่นสกีหิมะที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เธอบอกว่าสนุกสะใจขาโหดอย่างเธอมาก
        “กิ๊กไปมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วค่ะ กว่าจะเล่นเป็นก็ล้มไม่รู้กี่รอบ ขาระบมไปหมด แต่พอเล่นเป็นแล้วมันสนุกมาก จริงๆ เป็นคนที่กลัวความสูงด้วย ต้องสกีลงมาจากบนเขา ทำให้เราเห็นทุกอย่างรอบตัว ทั้งน่ากลัวทั้งสวยแถมตอนลงมาก็มีชนกับคนที่เล่นด้วยกันอีก(หัวเราะ) เราก็ต้องคอยระมัดระวังตัว ถึงจะอันตรายแต่ก็สนุกมากๆ ค่ะ”
       
       


       

[เล่นสกีที่สวิตเซอร์แลนด์]


       


       

[ลุยน้ำตกที่อาเจนตินา]


       
        นอกจากการท่องเที่ยวแนวผจญภัยแล้ว ทะเลก็เป็นสถานที่อีกแห่งที่ชื่นชอบไม่แพ้กัน เธอบอกว่า เวลาไปทะเลก็จะชอบนั่งฟังเสียงคลื่น พร้อมกับมองออกไปให้ไกลสุดลูกหูลูกตา แต่ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นโชคร้ายหรือไม่ เพราะเวลาเธอไปทะเลใต้ทีไร มักจะมีฝนตกลงมาเป็นอุปสรรคทุกครั้ง ถึงขนาดที่ไป 3 ครั้ง ฝนก็ยังตกถึง 3 ครั้ง ภายในปีนี้เธอจึงตั้งเป้าไว้ จะลองไปอีกสักครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าครั้งที่ 4 กับทะเลใต้ของเธอ ฝนจะตกอีกหรือไม่
       
       'วางแผนอนาคต...อยากมีร้านกาแฟเป็นของตัวเอง'
       
        นักแสดงสาววัย 25 ปี ยอมรับว่า ถึงแม้เวลาว่างของเธอจะหมดไปกับการท่องเที่ยว และหาประสบการณ์การท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ๆ แต่เมื่อถึงเวลาลุยงานแล้ว งานเธอก็เอาจริงเอาจังไม่แพ้กัน แต่ก็ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้มีดาราหน้าใหม่เข้ามาประดับวงการบันเทิงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะ Net Idol ที่โด่งดังมาจากสื่อ Social Media ต่างๆ 
       
        “ในสมัยกิ๊ก Net Idol คือใครก็ตามที่น่ารัก และมีผลงานดี เป็นที่รู้จักของทุกคนในสังคม อย่างเช่น พี่เบเบ้ - ธันย์ชนก ในตอนนี้พี่เขาก็ยังมีชื่อเสียงอยู่ แต่ปัจจุบันนี้ที่กิ๊กเห็น ถ้าใครเป็น Net Idol อย่างแรกที่สังเกตได้เลย พวกเขาต้องบ้าถ่ายรูป ทั้งวันไม่ทำอะไร ถ่ายรูปอย่างเดียว ถ่ายเสร็จก็ต้องมานั่งดูว่ารูปไหนสวย ต้องแต่งแบบไหน แล้วก็เอามาโพสต์ ให้คนกดไลค์กดแชร์ กิ๊กว่ามันไม่ใช่สิ่งที่มีความสุขในชีวิต เราต้องทำอย่างอื่นบ้าง ไม่ใช่ต้องมาคอยใช้กล้องฟรุ้งฟริ้งตลอดเวลา
       
       


       
        “ความคิดกิ๊กอาจจะขวางไปรึเปล่า แต่ไม่รู้สินะคะ กิ๊กว่ามันขัดกับการใช้ชีวิตจริงๆ เคยเห็นบางคนพยายามทำให้ตัวเองดูดีดูสวยอยู่ตลอด ลงรูปของกินแพงๆ แต่จริงๆ แล้วนั่งกินอาหารตามสั่ง มันก็มี บางคนที่เขาใช้ชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าจริงๆ ก็มีเช่นกัน ก็ต้องแยกให้ออก กิ๊กเคยเห็น Net Idol ของต่างประเทศ เขาก็ไม่ขนาดนั้น ส่วนใหญ่เขาจะโพสต์ Life Style จริงๆ อย่างไปชิลกับเพื่อน หรือไปเที่ยวกัน ที่สังเกตได้คือเขาไม่ได้ใช้กล้องฟรุ้งฟริ้งเหมือนอย่างเรา 
       
        ทุกวันนี้กล้องฟรุ้งฟริ้งก็หลอกขึ้นทุกวัน หลอกจนแทบไม่รู้ว่าหน้าจริงๆ เป็นยังไง การที่คนเห็นเราแล้วบอกว่า ทำไมไม่เหมือนในรูป ถ้าเป็นกิ๊ก กิ๊กก็รู้สึกเฟลเหมือนกันนะ(หัวเราะ) ทำไมถึงไม่อยากให้คนเห็นเราแล้วจำได้ ทำไมต้องขาว ทำไมต้องดั้งโด่ง ทำไมต้องหน้าเรียว กิ๊กว่ามันเหมือนเป็นการสร้างค่านิยมความสวยแบบผิดๆ ด้วย ยิ่งสมัยนี้เด็กแทบทุกคนมีแท็บเล็ต หรือโทรศัพท์มือถือที่เข้าถึง Social Media ได้ง่าย เด็กๆ ก็อาจจะเอาคนเหล่านี้เป็นต้นแบบ”
       
       


       
        “ถ้าถามว่าตัวกิ๊กเองเป็น Net Idol ด้วยมั้ย กิ๊กว่าไม่ใช่นะคะ(หัวเราะ) เพราะ Life style ของเราไม่ใช่แบบนั้น แต่ก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่า ทุกวันนี้มีคนพยายามจะเข้าวงการบันเทิงกันเยอะ โอกาสที่กิ๊กได้เข้ามาอยู่ตรงนี้ถือว่ายิ่งใหญ่มาก แต่จะบอกว่าไม่คาดหวังเลยมันก็ไม่ใช่ ถามว่าไม่ดังแล้วเสียใจมั้ย กิ๊กไม่เสียใจนะ คนอื่นเขาแข่งขันกันเยอะ แต่เรามีโอกาสได้เข้ามาตรงนี้แล้ว เราก็พยายามทำหน้าที่ของเราไปให้ดีที่สุด
       
       


       

[จากภาพยนต์เรื่อง 'หอแต๋วแตก แหกนะคะ']


       
        ตอนนี้กิ๊กคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว มีงานเข้ามาเรื่อยๆ ที่สำคัญคือได้ทำให้แม่ภูมิใจ เขาเห็นเราในโทรทัศน์เขาก็มีความสุขมากๆ แล้วค่ะ แล้วถ้าช่วงไหนว่างจากงาน กิ๊กก็จะกลับไปหาท่านตลอด หรือบางทีท่านก็มาหากิ๊กที่กรุงเทพฯ ส่วนพี่ชายพอโตขึ้นมาก็ไม่ค่อยสนิทเหมือนตอนเด็กๆ แต่ก็ยังห่วงใยกันเหมือนเดิม พอถึงวันสำคัญอย่างวันปีใหม่ หรือวันแม่ จะเป็นวันที่ได้กลับมาพร้อมหน้ากันค่ะ(ยิ้ม)”
       
       


       
        ด้วยความที่เธอต้องมาทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ คนเดียว แม่ย่อมเป็นห่วงอยู่แล้ว และปีนี้เธอมีอายุครบ 25 ปี ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่วงเบญจเพสพอดี ทำให้แม่ยิ่งเพิ่มความเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเรื่องการขับรถ ซึ่งแม่ของเธอจะกำชับเป็นพิเศษให้คำนึงถึงความปลอดภัย
       
       


       
        แม้งานในวงการบันเทิงจะเป็นงานที่เธอชอบ แต่ด้วยความที่เรียนด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยวมา ประกอบกับสมัยเรียนเธอเคยทำงานพิเศษที่ร้านกาแฟของคณะ ได้เรียนรู้การชงกาแฟ และพบปะผู้คนมากมาย ด้วยนิสัยส่วนตัวที่ชื่นชอบงานด้านบริการอยู่แล้ว ทำให้เธอมีความคิดอยากจะเปิดร้านกาแฟเป็นของตนเองในสไตล์ลูกทุ่งบ้านนา ที่มีความเป็นธรรมชาติและเน้นต้นไม้เยอะๆ ไม่แน่ในอนาคต หากใครแวะเวียนไปจังหวัดขอนแก่น อาจจะเจอร้านกาแฟแนวคันทรี่ มีแม่ค้าคนสวย ‘กุ๊กกิ๊ก - กรกมล’ คอยต้อนรับอยู่ก็เป็นไปได้
       
       ประวัติส่วนตัว
       ชื่อ : กรกมล เจริญชัย
       ชื่อเล่น : กุ๊กกิ๊ก
       วันเกิด : 17 สิงหาคม 2533
       สูง : 167 เซนติเมตร
       หนัก : 47 กิโลกรัม
       การศึกษา : สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น
        สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิทยาการจัดการ สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยขอนแก่น
       ผลงาน : ชนะเลิศการประกวด Gossip Girl 2010 
        ภาพยนตร์ Art Idol และหอแต๋วแตก แหกนะคะ
        โฆษณา Tea Break 
        MV เพิ่งรู้ว่ารักรักรัก , หมาหลงบนทางด่วน และ สิ่งมีชีวิตที่คิดได้และเจ็บเป็น
        พิธีกรรายการ Gossip Star 
        ซีรีส์ “The Change Company” และ “ดิแองเจิล นางฟ้าล่าผี ปี2 (The Angle2)
       
       เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
       ภาพ : ปัญญพัฒน์ เข็มราช
       ขอบคุณภาพ : อินสตาแกรม@Kookkik_kornkamon
       

ที่มา http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9590000036365








16 เมษายน 59 21:51:42




Copyright © 2018 KhonKaenLink.info / All rights reserved.