HOME
เว็บไดเร็กทอรี่ วาไรตี้ ข่าวสาร สาระ และบันเทิงสำหรับชาวขอนแก่น

 พระธาตุขามแก่น  | เสียงแคนดอกคูน  | ศูนย์รวมผ้าไหม  | ร่วมใจผูกเสี่ยว เที่ยวขอนแก่นนครใหญ่ ไดโนเสาร์สิรินธรเน่  | สุดเท่เหรียญทองแรกมวยโอลิมปิก


       พระธาตุขามแก่น   

    พระธาตุขามแก่น เป็นเจดีย์ที่สำคัญและเก่าแก่ที่สุดองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์เมืองขอนแก่น ประดิษฐานอยู่ที่วัดเจติยภูมิ  บ้านขาม  ตำบลบ้านขาม อำเภอน้ำพอง ห่างจากตัวจังหวัดขอนแก่นไปตาม ถนนขอนแก่น-ยางตลาด  เลี้ยวซ้ายบริเวณบ้านพรหมนิมิตร อำเภอเมืองขอนแก่น ปร ะมาณ 15 กิโลเมตร เป็นเจดีย์สำคัญที่รู้จักกันดีแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ไม่ปรากฏอายุการสร้างที่แน่นอน
              พระธาตุขามแก่นมีประวัติความเป็นมาที่เล่าสืบขานกันมาช้านานว่า  กษัตริย์แห่งเมืองโมริยวงศ์ได้ทรงทราบข่าวการสร้างเจดีย์ที่เมืองนครพนม ซึ่งพระอรหันต์  พระเถระ และชาวเ มืองนครพนมในสมัยนั้นร่วมกันสร้างด้วยแรงศรัทธา เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยให้ชื่อพระเจดีย์องค์นั้นว่า  “พระธาตุพนม”  กษัตริย์แห่งเมืองโ มริยวงศ์มีศรัทธาใคร่จะได้นำอังคารธาตุไปร่วมประดิษฐานร่วมกับพระบรมสารีริกธาตุ จึงอัญเชิญพระอังคารธาตุออกเดินทางไปยังเมืองนครพนม พร้อมด้วยพระอรหันต์ 9 องค์ ในระหว่างการเดินทางได้พากันพักค้างแรม ณ ที่สถา นแห่งหนึ่งซึ่งมีตอมะขามใหญ่ตายซากตอหนึ่งผุเหลือแต่แก่น จึงได้อัญเชิญพระอังคารธาตุวางไว้บนแก่นตอมะขามผุนั้น ครั้นรุ่งเช้าจึ งออกเดินทางต่อไปยังเมืองนครพนม เมื่อลุถึงเมืองนครพนมจึงทราบว่าพระธาตุพนมได้สร้างเสร็จสมบูรณ์และได้บรรจุพระบรมสารีริ กธาตุไว้ในองค์พระธาตุเรียบร้อยแล้วจะนำสิ่งใดบรรจุภายในไม่ได้อีกแล้ว  ดังนั้นโมริยกษัตริย์และคณะจึงได้เดินทางกลับตามเส้นทา งเดิมด้วยความผิดหวัง เมื่อเดินทางผ่านมาถึงตอมะขามใหญ่ที่เคยพักค้างแรม ทุกคนต่างประหลาดใจเมื่ปรากฎว่าตอมะขามผุนั้นกลับเจ ริญงอกงามแตกใบเขียวขจี โมริยกษัตริย์และคณะเห็นเป็นอัศจรรย์ในบุญญาธิการแห่งพระอังคารธาตุที่แผ่พระเมตตาแม้ตอมะขามตอ หนึ่ง จึงทรงโปรดให้สร้างพระธาตุเจดีย์ครอบต้นมะขามใหญ่ดังกล่าว และอัญเชิญพระอังคารธาตุประดิษฐานไว้ภายในพระธาตุองค์นั้ น และได้บรรจุพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า 9 บท ไว้ในเจดีย์นั้นเรียกว่า  “พระเจ้าเก้าองค์” ต่อมาบริเวณนั้นได้มีชาวบ้านมาอยู่อาศัยมากขึ้นกลายเป็นหมู่บ้านมีชื่อว่า  “บ้านขาม”   ตามชื่อตอมะขามอันเป็นที่ประดิษฐานพระอังคารธาตุ  หลังจากนั้นได้ย้ายเมืองต่อ ๆ มาหลายแห่ง จนลุถึง พ.ศ. 2340  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  รัชกาลที่หนึ่ง เพี้ยเมืองแพน  นายกองบ้ านชีโหล่น  แขวงเมืองสุวรรณภูมิจึงอพยพผู้คนไปตั้งบ้านเรือนที่  “บ้านบึงบอน”  ขอสมัครอยู่กับเมืองนครราชสีมา  เจ้าพระยานครรา ชสีมาจึงมีใบบอกไปยังกรุงเทพฯ  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  จึงโปรดเกล้าให้ตั้งเพี้ยเมืองแพนเป็น  “พระนครศรีบริรักษ์” ยกบ้านบึงบอนขึ้นเป็น “เมืองขอนแก่น”   จึงนับเอาปี พ.ศ. 2340 เป็นปีแห่งการตั้งเมืองขอนแก่น  สันนิษฐานกันต่อ ๆ มาโดยตลอดว่าบริเวณดังกล่าวน่าจะมีขอนไม้มาก แต่อีกประการหนึ่งก็กล่าวว่า น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า  “ขามแก่น”
                
พระธาตุขามแก่น มีลักษณะเป็นพระธรรมเจดีย์ (ตามลักษณะเจดีย์สี่แบบ คือ พระธาตุเจดีย์ บริโภคเจดีย์ พระธรรมเจดีย์ แล ะอุเทสิกเจดีย์)  จัดอยู่ในกลุ่มพระธาตุฐานต่ำแบบพื้นบ้านบริสุทธิ์  ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ ในสมัยต่อมาจนมีรูปแบบและทรวดทรง ที่แปลกออกไป  ปัจจุบันพระธาตุขามแก่นมีลักษณะประกอบด้วยฐานบัวคว่ำสองชั้น ลักษณะโค้งย้วย เหนือขึ้นไปเป็นบัลลังก์ต่อด้วยเรือนธาตุและยอดธาตุซึ่งย่อมุมกลีบมะเฟือง  จากนั้นจึงเป็นส่วนปลียอดและฉัตร
                จากประวัติความเป็นมาของพระธาตุขามแก่นและการก่อตั้งเมืองขอนแก่น  จึงอาจกล่าวได้ว่าพระธาตุขามแก่นเป็นปูชนียสถา นที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น  นับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดขอนแก่นและพุทธศาส นิกชนทั่วไป  ทุก ๆ ปีในวันเพ็ญเดือนหกจะมีงานนมัสการพระธาตุขามแก่น เพื่อเฉลิมฉลองและให้ประชาชนได้สักการะ บูชา

เสียงแคนดอกคูน

                 "แคน"  เป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองของภาคอีสาน ทำด้วย  "ไม้กู่แคน"  ต้นตระกูลไม้ไผ่หรือที่เรียกว่า "ไม้ซาง"   นั่นเอง  วิธีการทำแคนจะนำไม้กู่แคนมาผูกเรียงต่อกับเต้าแคน หรือไม้ที่กลมป่องตรงกลาง ข้างในเจาะช่องเพื่อสอดกู่แคนเข้าไปและช่องลมเป่าเข้า เต้าแคนยังทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือเป็นที่จับของผู้เป่าแคนด้วย
แคนมีหลายประเภทตามจำนวนของกู่แคนที่นำมาทำแคน  ได้แก่  แคนหก  แคนเจ็ด  แคนแปด  แคนเก้า  แคนเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงดนตรีครบตามโน้ตของดนตรีสากล ท่วงทำนองของการเป่าแคน ชาวอีสานเรียกว่า  "ลายแคน"  ซึ่งสามารถที่จะสื่ออกมาได้ทั้งความสุข  ความเศร้าโศก ความผิดห วัง หรือสมหวัง  และหากมีการขับร้องควบคู่ไปกับการเป่าแคน  การขับร้องนั้นจะเรียกว่า  "การลำ"   ดังนั้นนักดนตรีและนักร้องพื้นบ้านรุ่นเก่าของชาวอีสานก็คือ  "หมอแคน" และ  "หมอลำ" นั่นเอง
"ดอกคูน"  เป็นชื่อที่ชาวขอนแก่นเรียกขานช่อดอกไม้สีเหลืองที่ผลิบานจากต้นคูนหรือราชพฤกษ์  ชาวขอนแก่นถือว่า  ต้นคูน หรือต้นราชพฤกษ์ เป็นต้นไม้ที่เป็นศิริมงคลและอุดมประโยชน์ต่อมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง  คำว่า  "คูน"  มาจากคำว่าค้ำคูน ซึ่งคน อีสานหมายถึงการอุดหนุน ค้ำจุน ค้ำชู และความเจริญรุ่งเรืองงดงาม เสมือนสีเหลืองของช่อดอกที่บานย้อยห้อยเป็นพวงล้อเล่นลมร้อนกลางเปลวแดดโดยปราศจากใบบัง  เปรียบประดุจน้ำใจของชาวขอนแก่นที่มิได้แล้งดั่งฤดูกาล มีแต่จะแผ่ซ่านความ ชุ่มเย็นแก่ผู้ใกล้ชิดและเป็นมิตรกับทุกผู้คนในทุกโอกาส
ดอกคูนในยามแล้งบนแผ่นดินเมืองขอนแก่น  แต่งแต้มให้สมบูรณ์ด้วยมนต์ขลังของเสียงแคนที่พลิ้วแผ่ว  เป็นเสมือนเสียง ดนตรีแห่งชีวิตที่เก่าแก่และดั้งเดิมที่สุดของชาวอีสาน ที่ลำนำขับกล่อมผู้ฟังให้ซาบซึ้งในเสียงเพลง  เป็นลำนำชีวิตที่สื่อได้คร บทุกรสทั้งความสุข โศกเศร้า  เหงา  หัวเราะ ร้องไห้ สมหวังและผิดหวัง  นับเป็นความอัศจรรย์ของเครื่องดนตรีชิ้นนี้
เสียงแคนและดอกคูน จึงเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ชาวขอนแก่นภาคภูมิใจ  ในทุก ๆ ปี ชาวขอนแก่นจะมีงานประเพณีสงกรานต์และเทศกาลดอกคูนเสียงแคน  ระหว่างวันที่  12-15 เมษายนของทุกปี  จะมีพิธีสรงน้ำพระ   ขบวนแห่รถบุปผชาติซึ่งประ ดับประดาด้วยดอกคูนที่เหลืองอร่ามอย่างงดงามวิจิตรบรรจงพรั่งพร้อมด้วยมนต์ขลังของเสียงแคน  ชาวขอนแก่นจึงภาคภูมิใจที่จะยกคำ  "เสียงแคนดอกคูน" เป็นตอนหนึ่งในคำขวัญประจำจังหวัด

ศูนย์รวมผ้าไหม

 “ผ้าไหม”  เป็นผ้าที่ทอมาจากเส้นใยของตัวไหม  เป็นใยโปรตีนธรรมชาติชนิดที่เรียกว่าไฟโบรอิน(fibroin) ซึ่งประกอบด้วยกรดอะ มิโนเกาะเข้าด้วยกันเป็นโซ่โพลีเปปไทด์ (polypeptide chain)  จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีพบเศษผ้าและเส้นใยของฝ้ายและไหมตามกำไลสำริด สร้อยและเศษโลหะใ นแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย เช่น บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยมีการทอผ้า ทั้งผ้าฝ้ายและผ้าไหมขึ้นใ ช้แล้ว  และกระบวนการทอผ้านี้ได้พัฒนาสืบต่อกันมา ก่อนที่จีนจะนำมาทอเป็นผ้าไหมจนแพร่หลายไปทั่วโลก
               
สำหรับผ้าไหมขอนแก่นนั้น  มีคำพูดที่กล่าวว่า  “คนรู้จักเมืองขอนแก่น ก็ต้องรู้จักผ้าไหมขอนแก่น”  ที่กล่าวมานี้หม ายถึงความมีชื่อเสียงและความเป็นที่ต้องการของตลาดผ้าไหม  ความวิจิตรพิสดารตระการตา ความประณีตบรรจง  ความหลากหลา ยในความคิดสร้างสรรค์ที่นำความคิดมาถ่ายทอดประดิษฐ์ ประดอยลงบนเส้นใยไหมที่มีพื้นฐานที่เป็นที่มาแตกต่างกันอย่างน่าอัศจรรย์  ถือเป็น  “เอกลักษณ์”   ของผ้าไหมเมืองขอนแก่น  นับเป็นมรดกที่ชาวขอนแก่นภูมิใจที่สุด   เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุนหลาน
               ไม่มีใครทราบได้ว่าคนทอผ้าเป็นคนแรกของเมืองขอนแก่นนั้นคือใคร  แต่คนขอนแก่นโดยเฉพาะคนเมืองชนบทจะตอบได้ทันทีว่า “พอลืมตามาดูโลก  ก็รู้เรื่องการทอผ้าไหมแล้ว” นั่นก็แสดงให้เห็นว่าการทอผ้าไหมของเมืองขอนแก่นมีมาช้านาน ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ แต่หลักฐานที่เป็นยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่า  “เมืองขอนแก่นเป็นศูนย์รวมผ้าไหม”   คือ  ผ้าไหมเมืองขอนแก่นโดยเฉพาะที่อำเภอชนบทได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทุ กครั้งที่มีการประกวด ไม่ว่าจะเป็นการประกวดผลิตภัณฑ์ระดับจังหวัดระดับประเทศ หรือ ระดับนานาชาติ  และที่สำคัญผ้าไหมเมืองขอนแก่น ได้รับรางวัลชนะเลิศที่ 1 ของการประกวดสิ่งทอของทวีปเอเชีย ซึ่งมีประเทศต่าง ๆ ส่งผ้าไหมเข้าประกวดกว่า 2,000 ชิ้น เมื่อปี พ.ศ. 2535  จึงนับเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า 
“เมืองไหมไทย คือ เมืองขอนแก่น ศูนย์รวมผ้าไหมไทย”

ร่วมใจผูกเสี่ยว

                 ประเพณีผูกเสี่ยว  เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวอีสานที่สืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ  คำว่า "เสี่ยว" หมายถึงเพื่อนรัก เพื่อนสนิทที่ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ที่เกื้อกูลกันมาและเอื้ออาทรต่อกัน มีความ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันเหมือนญาติสนิท บางทีเรียกว่า “เพื่อนตาย” ก็มี
                 คนอีสานนั้นจำเป็นจะต้องมีเพื่อนสนิทคือ
”เสี่ยว”ไว้ทุกคน เพราะกา รเดินทางไปมาหาสู่กันต้องนอนค้างตามหมู่บ้านต่างๆ หรือคราวมีเทศกาลบุญสำคัญเกิดขึ้นเช่น บุญบั้งไฟ บุญคุ้ม บุญเข้าพรรษา บุญกฐิน เป็นต้น เสี่ยวทั้งหลายก็จะได้ไปเยี่ยมยามถามข่าวกันและพักนอนด้วยกัน  เมื่อลูกผูกเสี่ยวกัน บิดามาร ดาก็กลายเป็นญาติสนิทกัน ซึ่งลูกๆจะเรียกพ่อ แม่ได้อย่างสนิทใจ ถ้าพ่อ แม่ผูกเสี่ยวกับใคร  ลูกก็จะเรียกพ่อเสี่ยว แม่เสี่ยวตามไปด้วย
               การผูกเสี่ยว เป็นสายสัมพันธ์แห่งความรัก ถ้าคนเรามีแต่ความรักมีแต่มิตร ไม่มีศัตรู โลกก็จะมีแต่สันติสุข การ ผูกเสี่ยวจึงเป็นฐานมิตรภาพ ที่ให้คนทั้งโลกหันมาเป็นมิตรกัน ชาวอีสานมีธรรมเนียมผูกมิตรมาแต่โบราณกาล เรียกประเพณีนี้ว่า “ผูกเสี่ยว”

       จังหวัดขอนแก่นได้เล็งเห็นความสำคัญของประเพณีดั้งเดิมนี้ ทั้งในด้านศิลปะ วัฒนธรรม การเมือง การปกครอง และจิตสำนึกในการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพื่อสืบทอดมรดกวัฒนธรรม อันดีงามของชาวอีสาน จึงได้ผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงานประจำปีของจังหวัด จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2523 ในชื่อว่า “เทศกาลงานไหม และประเพณีผูกเสี่ยว ปี พ.ศ. 2523” และนับจากนั้นมาจังหวัดขอนแก่นได้จัดประเพณีผูกเสี่ยวเป็นงานประจำปีของจังหวัดมาจนทุกวันนี้
ประเพณีผูกเสี่ยว
               
คำว่า “เสี่ยว”
เป็นภาษาไทยอีสานคนทั่วไปมักเข้าใจว่าเพื่อนแท้จริงแล้วคือ เสี่ยว มีความหมายลึกซึ้งยิ่งให ญ่ในตัวเอง เจ้าของภาษาเท่านั้นจึงจะเข้าใจและทราบซึ้งในคำนี้ คือหมายถึง มิตรแท้ เพื่อนแท้ เพื่อนตาย ซึ่งมีความจริงใจต่อกัน มีความผูกพันด้านจิตใจอันละเอียดอ่อนลึกซึ้งยาวนาน และอมตะ ไม่มีอำนาจอันใดจะมาพรากให้จากกันได้ แม้แต่ความตาย คนที่จะเป็นเสี่ยวกันได้ต้องมีพ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือผู้หลัก ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือผูกให้เป็นเสี่ยวกัน คนที่เป็นเสี่ยวกัน จะมีข้อมูลผูกพันรักนับถือกันอย่างแท้จริง และแน่นเฟ้นตลอดไป
ความเป็นมาของประเพณีผูกเสี่ยว
             
การผูกเสี่ยว เป็นประเพณีของพี่น้องภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่สืบทอดมานานปรากฏหลักฐานในหนังสือที่ ถือได้ว่าเป็นวรรณคดีของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายเรื่อง  เช่น เรื่องรามเกียรติ์ตอนพญาครุฑคิดถึงเสี่ยวเป็นกลอนว่า  “อันว่า ปิตาพระ พ่อพญาภายพุ้น ฮ้อยว่า จักไปหาเจ้า สหายแพงผู้เป็นเสี่ยว”
และในเรื่องผาแดงนางไอ่ตอนสองพญานาค แบ่งเมืองกันปกครอง และให้สัญญาต่อกัน “สองก็ฮักขอดมั่นเหมือนฮ่วมเคหัง การครองคุณเสี่ยวสหายหล ายชั้นจึงได้ขอดมั่นหมายฮ่วมไมตรี เพื่อจัดเป็นใจเดียว บ่ลอยมายม้าง”
             
การปฎิบัติในการผูกเสี่ยว เดิมเป็นประเพณีระหว่างบุคคลและบุคคลหรือระหว่างครอบครัวกับครอบครัว คือพ่ อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ (ผู้เฒ่าผู้แก่)  เมื่อเห็นบุตรหลานของตนมีรูปร่างลักษณะ ผิวพรรณ นิสัยใจคอ หรือมีความสนิทสนมชิดชอบกับบุตรหลานของอีกฝ่ายหนึ่งก็จะทาบทามขอผูกเป็นเสี่ยวกันตอนทาบทามนี้  เรียกว่า
“ แฮกเสี่ยว” เมื่อตกล งแล้วก็จะให้เป็นเสี่ยวกันโดยใช้เส้นด้ายสีขาวผูกข้อมือของแต่ละคนเพื่อให้เป็นสิริมงคลแก่คู่เสี่ยวยิ่งขึ้น  บางแห่งก่อนจะผูกแขนเสี่ยวก็จัดพิธีสู่ขวัญบายศรีคู่เสี่ยวก่อน ตอนใช้ด้ายผูกแขนนี้เรียกว่า “ผูกเสี่ยว” เมื่อทำพิธีผูกเสี่ยวเสร็จแล้ว พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือให้โอวาท ให้ศีลให้พร  อบรมสั่งสอนให้คู่เสี่ยวรักนับถือกัน ตลอดพ่อแม่พี่น้อง แล ะวงศาคณาญาติ ของกันและกัน ให้การช่วยเหลือแก่กันตลอดไปตอนนี้เรียกว่า  “ขอดเสี่ยว” หลังจากนั้นก็เลี้ยงข้าวปลาอาหารกันตามสมควร
               การผูกเสี่ยวนี้นิยมผูกเป็นเสี่ยวกัน ก็เฉพาะชายกับชาย  หญิงกับหญิง และต้องมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันหรือใ กล้เคียงกันเท่านั้น ความผูกพันของเสี่ยว การผูกเสี่ยวเป็นประเพณีและวัฒนธรรมทางสังคม ที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของพี่น้องชาวอีสาน และได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านาน  เมื่อมีการผูกเป็นเสี่ยวกันทุกฝ่ายยอมรับสำนึกในภาระหน้า ที่ต้องปฏิบัติต่อกัน มีข้อผูกพันแนบแน่นสนิทใจนับถือรวมไปจนถึงวงศาคณาญาติของกันและกัน ประหนึ่งว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน ซึ่งสรุปข้อผูกพันของเสี่ยวในเชิงพฤติกรรมได้ ดังนี้
 เสี่ยวต่อเสี่ยว    ตามประเพณีถือว่า  เสี่ยวต่อเสี่ยวมีฐานะคล้ายกันเป็นบุคคลเดียวกันจึงมีความสนิทสนมเป็นอันหนึ่งอั นเดียวกันที่สุด  สามารถไว้ใจกัน บอกความลับต่อกันและปกปิดความลับให้กันและกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือเจือจุน ไม่ทอดทิ้งกันยามมีภัย ไม่ดูหมิ่นกันในยามฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตกยาก และว่ากล่าวตักเตือนกันได้
สี่ยวในเครือญาติ   มีประเพณีที่ยึดถือกันมาแต่โบราณว่า เมื่อเป็นเสี่ยวกันแล้วจะต้องนำคู่เสี่ยวของตนไปรู้จักกับบิดาม ารดา ญาติพี่น้องของตนและให้ผูกแขนอีกครั้งหนึ่ง  ทั้งสองฝ่ายจะต้องยอมรับญาติของเสี่ยวเป็นญาติของตนด้วย  ดังนั้น  จึงมีคำเรียกตามมาว่า  พ่อเสี่ยว แม่เสี่ยว พี่เสี่ยว น้องเสี่ยว ลูกเสี่ยว เป็นต้น
             ไปมาหาต้อน    เสี่ยวต่อเสี่ยวจะต้องมีการติดต่อกันอยู่เสมอมิได้ขาด โดยจะไปมาหาสู่กันอยู่เนืองนิจ  ตามประเพณีที่ถือกันมาจะมีของฝาก ที่เรียกว่า  “ของต้อน”   ติดไปด้วย  แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดีเพื่อแสดงออกซึ่งน้ำใจไมตรี
            ไปมาหาแวะ   หากมีธุระจำเป็นต้องเดินทางผ่านที่อยู่ของเสี่ยวอีกฝ่ายหนึ่ง จะต้องแวะเสี่ยวของตนเสียก่อน  หากคู่เสี่ยวได้รับการบอกกล่าวขอร้องให้เดินทางติดตามโจรผู้ร้ายร่วมกัน หรือไปในที่เสี่ยงอันตรายแล้ว ผู้ถูกขอร้องจะต้อ งเสียสละหยุดงานส่วนตัวเดินทางไปกับเสี่ยวจนได้
              ฮ่วมเป็นฮ่วมตาย    ถ้าเสี่ยวฝ่ายหนึ่งตกทุกข์ได้ยาก หรือมีความเดือดร้อน เช่น การคลอดบุตร การเจ็บป่วย หรือประสบอันตราย  เสี่ยวอีกฝ่ายจะต้องเสียสละเข้าไปช่วยเหลือจนเต็มกำลังสามารถ ถึงขั้นที่เรียกว่าอาจตายแทนกันได้

ประโยชน์ของเสี่ยว
       การผูกเสี่ยวนับว่าเอื้ออำนวยประโยชน์กว้างขวางมาก เพราะเป็นการสร้างความเป็นเพื่อน ความผูกพัน ความรัก ความนับถือให้เกิดขึ้นในหมู่ชน  ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะคู่เสี่ยวเท่านั้น แต่ยังแผ่กระจายไปถึงพ่อแม่ ญาติพี่น้องของทั้งสองฝ่า ยอีกด้วย  ดังนั้นการผูกเสี่ยวจึงมีประโยชน์ ดังนี้

1. ด้านสังคม เป็นการสร้างสัมพันธภาพ ความรัก ความสามัคคี ให้ประชาชนมีความรักนับถือซึ่งกันและกัน สามารถแก้ปั ญหาความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ และทำให้ประชาชนคุ้นเคยกันไปมาหาสู่กันฉันท์มิตรซึ่งจะทำให้อยู่ร่วมกันอ่างมีความสุข
2. ด้านเศรษฐกิจ เมื่อประชาชนรักและซื่อสัตย์ต่อกัน ย่อมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยกันพัฒนาอาชีพให้ดีขึ้นเป็นการลดช่องว่างระหว่างประชาชนอันเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ
3. ด้านพัฒนาท้องถิ่น และให้ความร่วมมือ เมื่อประชาชนมีความเข้าใจดีต่อกันย่อมไว้วางใจและร่วมปรึกษาหารือกัน ซึ่งจะเป็นผลดีในด้านพัฒนาร่วมกัน เสียสละ สร้างสรรค์ สิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เกิดในท้องถิ่น และสังคมของตน
4. ด้านป้องกันอาชญากรรม เมื่อประชาชนมีความรัก นับถือ รู้จักคุ้นเคยกัน ความขัดแย้งก็จะไม่เกิด หรือหากเกิดก็ระงับลงได้ด้วยสันติวิธี
5.ด้านการเมืองและการสร้างความมั่นคงแห่งชาติ การผูกเสี่ยวเป็นการฟื้นฟุอนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามไว้ เป็นการสร้า งปฏิบัติการเพื่อมวลชนให้เป็นกลุ่มก้อน สร้างความรัก ความเข้าใจในหมู่ชนให้ทุกคนมีความสามัคคีอยู่ร่วมกันโดยสันติ

อุดมการณ์ของการผูกเสี่ยว
        คนที่จะเป็นเสี่ยวกันนั้น ถ้าเป็นเด็กบิดามารดาของทั้ง 2 ฝ่าย จะดูแลสังเกตพฤติกรรมของเด็กว่ารักกันเพียงใด สมค วรเป็นเพื่อนสนิทร่วมชาติกันได้หรือไม่ แล้วจึงค่อยมีการผูกเสี่ยวกัน แต่ในกรณีที่บรรลุนิติภาวะแล้วสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเป็นเสี่ยวกันได้หรือไม่แล้วจึงค่อยตัดสินใจผูกเสี่ยวกัน
         คนอีสานส่วนมากผูกเสี่ยวตั้งแต่อายุยังน้อยคือสมัยเป็นเด็ก เมื่อผูกลูกให้เป็นเสี่ยวกันแล้วพ่อแม่ก็กลายเป็นพ่อเสี่ยว แม่เสี่ยวไปด้วย

ข้อพิจารณาสำหรับคนที่จะเป็นคู่เสี่ยวตามอุดมการณ์ณ์ของชาวอีสาน คือ
1.เกิดพร้อมกัน หมายถึงปีเดียวกัน
2.นิสัยคล้ายคลึงหรือเหมือนกัน
3.หน้าตาคล้ายคลึงกัน
4.บุคลิกคล้ายคลึงกัน

ลักษณะของคู่เสี่ยว
1.เป็นเพศเดียวกัน
2.มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน
3.มีรูปร่างลักษณะผิวพรรณคล้ายกัน
4.มีลักษณะนิสัยใจคอค่อนข้างเหมือนกัน
 

คุณสมบัติของคู่เสี่ยว 7 ประการ
       
ตามแนวของท่านพระพิมลธรรม วัดมหาธาตุกรุงเทพมหานคร
1.ให้สิ่งที่หายากได้โดยยาก (แม้ชีวิต) แก่กันและกันได้
2.ช่วยเหลือซึ่งกันและกันแม้สิ่งที่ทำได้โดยยาก
3.อดทนต่อถ้อยคำที่ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกัน
4.บอกความลับของตนแก่เสี่ยวโดยเปิดเผย
5.ปกปิดความลับของเสี่ยวโดยไม่แพร่งพราย
6.ไม่ทอดทิ้งกันในยามมีภัย
7.ไม่ดูหมิ่นแม้ในยามสิ้นเนื้อประดาตัว

สถานภาพของเสี่ยว บิดา มารดา ญาติพี่น้อง และหมู่บ้านของเสี่ยวหลังการผูกเสี่ยวแล้วมีดังนี้
1. หลังจากได้ผูกเสี่ยวแล้วคู่เสี่ยวจะรักใครปรองดองกันไปมาหาสู่กัน เป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายกันเสมือนเป็นบุคคลเดียวกัน การหยอกล้อกันย่อมไม่มีการถือโทษโกรธกันม มีอะไรก็ให้อภัยแก่กันได้
2. สถานภาพของบิดา มารดา ญาติพี่น้อง และหมู่บ้านของเสี่ยว ญาติพี่น้องของเสี่ยวก็จะมีสถานภาพเป็นญาติพี่น้องของตน ความผูกพันนี้จะมีไปถึงระดับหมู่บ้านด้วย คนในหมู่บ้านก็เป็นเสมือนญาติพี่น้องของตน

         พิธีการผูกเสี่ยวโดยจัดให้มีพิธีสงฆ์จะ เจริญชัยมงคล ประพรมน้ำพระพุทธมนต์สำหรับคู่เสี่ยว หลังจากเสร็จพิธีผู กข้อต่อแขนแล้ว เพื่อความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น
         ผูกเสี่ยวด้วยการดื่มน้ำสาบาน เป็นพีการที่นิยมหรือกระทำมาแต่โบราณจากน้ำสาบานประกอบด้วยเครื่องศาสตราวุ ธหลายประการ เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ และเชื่อว่าคำสาบานที่มีต่อกันด้านความรัก ความช่วยเหลือกัน ร่วมมือซึ่งกันและกันว่าจะไม่ทรยศ ไม่มีสิ่งใดที่สามารถทำลายความสัมพันธ์ของคู่เสี่ยวได้ นอกจากความตายซึ่งเป็นที่นิยมกันมาแต่โบราณ
         การผูกเสี่ยว  เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวอีสานที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นปู่ย่าตายายสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นวัฒนธร รมที่ชาวอีสานทุกคนเข้าใจซาบซึ้งในความหมายดีอยู่แล้ว เป็นการสร้างเพื่อนสนิท เพื่อนแท้ เพื่อนตาย สร้างความรัก ความสามัคคี ความผูกพัน และสัมพันธภาพที่เหนียวแน่นและอมตะให้แก่ประชาชน  ด้วยความสำนึกในภาระหน้าที่และป ระเพณีวัฒนธรรมอันดีงามนี้ นับว่าการผูกเสี่ยวเป็นประเพณีที่ดีงามและมีคุณค่าในทุกด้าน  จังหวัดขอนแก่น จึงได้ฟื้น ฟูและอนุรักษ์ให้คงอยู่คู่กับชาวอีสานตลอดไป  จึงขอเชิญชวนให้ชาวอีสานทุกคนได้ร่วมใจผูกเสี่ยว เพื่อสร้างสัมพันธภาพแห่งความรัก ความผูกพัน สืบทอดมรดกวัฒนธรรมอันดีงามของชาวอีสาน ในงานเทศกาลไหม ประเพณีผูกเสี่ยวและ งานกาชาดขอนแก่น เป็นประจำทุก ๆ ปี ในระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 10 ธันวาคม ของทุกปี

เที่ยวขอนแก่นนครใหญ่

 ขอนแก่นเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ตอนกลางของภาคตะวันออ กเฉียงเหนือ ตั้งเป็นเมืองหลังกรุงเทพมหานคร คือ ราวปีพ.ศ. 2340 แต่มีสิ่งที่น่าสนใจในด้านประวัติศาสตร์และมนุษยวิทยา เคยเป็นดินแดนที่มีอารยธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และคาบเกี่ยวสมัยประวัติศาสตร์ทำให้ขอนแก่ นเป็นเมืองที่มีมรดกทางวัฒนธรรมของชนชาติโบราณ  ดังปรากฏร่องรอยให้เห็นในปัจจุบัน เช่น สมัยก่อนประวัติศาสตร์ หลักฐานการสำรวจบริเวณบ้านโนนนกทา  บ้านนาดี  ต. บ้านโคก  อ. ภูเวียง ของวิลเฮล์มจิโซล์ไฮม์  (Wilhelm Gisolhime) เรื่อง Early Bronz in Northeastern Thailand ได้ค้นพบเครื่องสำริดและเหล็ก มีเครื่องมือเครื่องใช้เ ป็นขวาน  รวมทั้งแบบแม่พิมพ์ที่ใช้หล่อ มีกำไลแขนสำริดคล้องอยู่ที่โครงกระดูกท่อนแขนซ้อนกันหลายวง  พบกำไลทำ ด้วยเปลือกหอย  รวมทั้งพบแหวนเหล็กไน  แสงว่ามีการปั่นด้ายทอผ้าใช้ในยุคนั้นแล้ว นอกจากนี้ยังพบขวานทองแดง  อายุ 4,600 – 4,800 ปี  เป็นหัวขวานหัวเดียวที่พบในประเทศไทยที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ อายุประมาณ 4,275 ปี จากหลักฐานข้างต้นพิสูจน์ให้เห็นว่า อาณาเขตบริเวณจังหวัดขอนแก่นเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรม  วัฒนธรรมอันสูง สุดมาแต่ดึกดำบรรพ์  มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนสมัยพุทธกาลหลายพันปี สมัยประวัติศาสตร์


ไดโนเสาร์สิรินธรเน่

           ไดโนเสาร์ เป็นสัตว์โลกดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์มาแล้ว 65 ล้านปี  จึงมีผู้นิยมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “สัตว์โลกล้านปี”
 ในปี พ.ศ. 2519 คณะสำรวจแร่ยูเรเนียมของกรมทรัพยากรธรณี ได้ขุดพบซากกระดูก (Fossil)  ขนาดกว้างและยาวประมา ณ 1 ฟุต ที่บริเวณลำห้วยภูประตูตีหมา ต. ในเมือง  อ. ภูเวียง จ. ขอนแก่น  คณะสำรวจแร่ยูเรเนียมของกรมทรัพยากรธรณี จึงได้กับโบราณชีววิทยาชาวฝรั่งเศสทำการศึกษาวิจัยซากกระดูกดังกล่าว  พบว่าเป็นกระดูกของไดโนเสาร์พันธุ์ซอโรพอด (Soropods) ชนิดกินพืชเป็นอาหาร  คล้ายกับพบที่ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงนับว่าเป็นการค้นพบซากไดโนเสาร์ครั้งแรกใน ประเทศไทย ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2532 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร และคณะผู้วิจัยได้ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานนามว่า  “ภูเวียงโกซอรัสสิริธรเน่ (Phuwiangosaurus Sirindhornae)”  และในปี พ.ศ. 2533 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรด้วยเช่นกัน

           ต่อมาในระหว่างปี พ.ศ. 2532-2536  คณะสำรวจแร่ยูเรเนียมของกรมทรัพยากรธรณีและนักโบราณชีววิทยาชาวฝรั่ งเศสได้ขุดพบซากกระดูกไดโนเสาร์เพิ่มอีกเป็นกระดูกซี่โครง สันหลัง สะบัก สะโพก เชิงกรานและกระดูกหาง จำนวน 23 ชิ้น  ผลการศึกษาวิจัยเสร็จสิ้นเมื่อต้นปี 2539 พบว่าเป็นซากไดโนเสาร์ต้นตระกูลพันธุ์ไทรัน โนซอรัส  เรกซ์  (Tyrunnosaurus Rex) ที่ดุร้าย มีขนาดใหญ่ ชนิดกินเนื้อเป็นอาหาร มีลักษณะขาหน้าสั้น ขาหลังยาว มีอายุเก่าแก่กว่าไดโ นเสาร์พันธุ์ซอโรพอด ถึง 20 ล้านปี  ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2539 นายเอริค ปุฟเฟร์โตต์ นักโบราณชีววิทยา ชาวฝรั่งเศ สซึ่งเป็นผู้ร่วมคณะสำรวจศึกษาวิจัยได้เขียนบทความลงวารสาร Nature  และสำนักข่าวรอยเตอร์  สำนักข่าวเอ พี และสำนั กข่าวเอ เอฟ พี  ได้กระจายข่าวไปทั่วโลกว่า ผลการศึกษาวิจัยซากไดโนเสาร์พันธุ์ไทรัน โนซอรัส  เรกซ์   ที่อำเภอภูเวียง จั งหวัดขอนแก่น เป็นไดโนเสาร์พันธุ์กินเนื้อที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก คือประมาณ 120-130 ล้านปี คณะผู้วิจัยจึงตั้งชื่อเพื่ อเป็นเกียรติแก่ประเทศไทยและสถานที่ขุดพบว่า  “ไซแอมโม ไทรันนัส อีสานเอนซิส (Siamotyrunnus isanesis)” 

หสุดเท่เหรียญทองแรกมวยโอลิมปิก

 โอลิมปิก (Olypim)   เป็นการแข่งขันกีฬาระดับโลก ที่ไม่เลือกผิวพรรณ ชั้นวรรณะ ศาสนา และลัทธิการปกครอง  การแข่งขันมีจุดมุ่งหมายให้นักกีฬาชาติต่าง ๆ ได้มาร่วมชุมนุมกัน ตัวนักกีฬาเปรียบเสมือนทูตสันถวไมตรีส่งมาเพื่อร่ว มเล่นสนุกสนาน อันนำมาซึ่งความสามัคคีและเพื่อสันติภาพของโลก การแพ้หรือชนะไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การเข้าร่วมด้วยน้ำใจของนักกีฬา

 รางวัลของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในสมัยโบราณ  ผู้ชนะจะได้รับการสรรเสริญมาก รางวัลที่ได้คือ กิ่งไม้มะกอกซึ่งตัดมาจากยอดเขาโอลิมปัส อันเป็นส ถานที่สิงสถิตของพระเจ้าซีอุสแล้วทำเป็นวงคล้ายมงกุฎ จักรพรรดิจะเป็นผู้ครอบลงบนศีรษะของผู้ชนะแล้วให้สร้างอนุสาวรีย์ไว้ให้ชนรุ่นหลังดูเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
                 กีฬาโอลิมปิกแข่งขันครั้งแรกเมื่อ ปี ค.ศ. 1898 (พ.ศ. 2439)  ณ เชิงเขาโอลิมปัส   กรุงเอเธนส์  ประเทศกรีก  การแข่งขันจะจัดแข่งทุก ๆ 4 ปี  ประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันจะหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขัน  ส่วนรางวัลปัจ จุบันสำหรับผู้ชนะได้จัดเป็น รางวัลเหรียญทอง สำหรับผู้ได้รับชัยชนะที่ 1  รางวัลเหรียญเงิน สำหรับผู้ได้รับชัยชนะที่ 2  และรางวัลเหรียญทองแดง สำหรับผู้ได้รับชัยชนะที่ 3  สำหรับผู้ได้รับชัยชนะลำดับที่ 4-6 จะได้รับประกาศนียบัตร
                 การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ชาติไทยต้องจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของชาติไทย ก็คือ การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 26 จัดขึ้นที่เมืองแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคม 2539 ถึง 4 สิงหาคม 2539  ซึ่งเป็นปีที่ประเทศไทยประสบผลสำเร็จเป็นครั้งแรกหลังจากที่ไทยส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันและได้เฝ้ารอมาเป็นเวลานา นถึง 44 ปี  ผู้สร้างฝันให้ชาวไทยทั้งชาติได้สำเร็จก็คือ  นายสมรักษ์ คำสิงห์  ผู้ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของชาวขอนแก่น  ดังนั้นเพื่อเป็นเกียรติยศแก่วีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิก ประเทศไทยจึงต้อนรับการกลับมาจากการแข่งขันโอลิมปิกของเขาอย่างสมเกียรติ

 ประวัติวีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิก
                สมรักษ์ คำสิงห์  เกิดเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2516  ที่บ้านโนนสมบูรณ์ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น เป็นบุต รของคุณพ่อแดง คำสิงห์ หรืออดีตนักมวยไทยนาม ศรเพชร เพชรเจริญ กับคุณแม่ประยูร คำสิงห์ ในครอบครัวของเขาจะมีความสนิทสนมกันมากระหว่างพ่อ-แม่-ลูก  สมรักษ์ มีพี่ชายคนหนึ่งชื่อ สามารถ คำสิงห์ ซึ่งได้เข้าร่วมเส้นทางชีวิต นักมวยเช่นเดียวกัน
                ชีวิตของสมรักษ์ คำสิงห์ ในวัยเยาว์นั้น ได้เข้าเรียนครั้งแรกที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาโนนสมบูรณ์ ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ บ้าน  สภาพชีวิตไม่แตกต่างกับเด็กชนบททั่วไป ที่ต้องตรากตรำ แต่ชีวิตของเขาจะผูกพันกับมวยมาตั้งแต่ยังเล็ก เพราะพ่อของเขาเป็นนักมวย  เขาได้เห็นพ่อฝึกซ้อมมวยอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่านายแดงและนางประยูรจะไปดูการชกมวยที่ไ หน เวทีมวยตามละแวกบ้านที่มีการชกตามเทศกาล พ่อกับแม่จะเอาลูกชายคนนี้ไปด้วยทุกครั้ง  การชกมวยของสมรักษ์ คำสิงห์  เริ่มต้นเมื่ออายุเพียง 7 ขวบ โดยพ่อเคยพูดสั่งสอนเขาและพี่ชายเสมอว่า  “พ่อแม่ไม่มีมรดกให้เพราะฐานะยา กจนมีแต่วิชามวยนี่แหละที่จะหาเลี้ยงชีพลูก ๆ ได้”  คำพูดของพ่อเปรียบเสมือนคาถาประจำใจของเขาและพี่ชายเสมอมา  นับตั้งแต่ได้เรียนรู้ทักษะมวยจากพ่อผู้เป็นทั้งพ่อและครูมวยคนแรกในชีวิต เมือฝึกฝนจนชำนาญต้องขึ้นสังเวีย นเพื่อเป็นการก้าวไปสู่การทดสอบความสามารถต่อไป สมรักษ์ คำสิงห์ เริ่มชกมวยครั้งแรกโดยพ่อมารับหลังจากเลิกเรียนในตอนบ่ายพาไปเปรียบมวยที่งานวัดแห่งหนึ่ง โดยตัวเขาเองไม่รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน  น้ำหนักตัวตอนนั้นเพียง 20 กิดลกรัม  รูปร่างเล็กมาก แต่ไม่รู้สึกกลัวคู่ต่อสู้เพราะอยากจะชก  ชกครั้งนั้น 3 ยก ก็ได้รับการชูมือเป็นผู้ชนะ เงินรางวั ลได้รับครั้งแรกในชีวิต 90 บาท กลับถึงบ้านเอาเงินให้แม่ทั้งหมด  หลังจากนั้นก็ได้ตระเวณชกอยู่ตามละแวกบ้านและอำเภอบ้านไผ่ ได้รับชัยชนะมาตลอดจนไม่มีคู่ชกในรุ่นเดียวกัน  ข่าวนี้ทราบถึงเพื่อนของพ่อ คือ คุณณรงค์ กองณรงค์ หั วหน้าคณะณรงค์ยิม จึงได้แอบมาดูสมรักษ์ชกที่เวทีแห่งหนึ่ง พอลงจากเวทีก็ทาบทามให้ไปอยู่ด้วยที่ค่ายมวย  ตั้งนามให้ใหม่เป็น สมรักษ์ ณรงค์ยิม  เขาได้ชกมวยในสังกัดคุณณรงค์และสร้างชื่อกระฉ่อนจนทั่วจังหวัดขอนแก่น ไปชกที่ไ หนจะมีคนแห่ตามไปดูเป็นประจำ ระหว่างนั้นเองคุณณรงค์ได้พาไปเที่ยวกรุงเทพฯ โดยไปพักที่บ้านคุณอรัญ มิตรสมาน ซึ่งเป็นเพื่อนรักของคุณณรงค์  คุณอรัญ มิตรสมาน ต้องการสมรักษ์มาอยู่ในสังกัดและฝึกซ้อมที่กรุงเทพฯ  คุณณรง ค์จึงตั้งราคาขายด้วยค่าตัว 8,000 บาท  ให้กับคุณอรัญ
                การเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ของสมรักษ์ ทำให้ชีวิตของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไป  โดยได้เข้าเรียนมัธยมศึกษาต อนต้นที่โรงเรียนผดุงศิษย์วิทยา  ระหว่างเรียนก็ได้เข้าร่วมแข่งขันมวยสมัครเล่นและได้ชกมวยไทยบ้างในนามของ พิมพ์อรัญเล็ก ศิษย์อรัญ  แต่ไม่นานักกคุณอรัญก็มีเหตุต้องยุติการทำค่ายมวย จึงได้พาสมรักษ์ไปฝากซ้อมอยู่กับคุณสมม าตร หงสกุล เจ้าของค่ายจ๊อกกี้ยิม  ที่ค่ายนี้เอง พิมพ์อรัญเล็กได้รับการเพาะเชิงชก ตลอดจนการออกอาวุธที่ครบเคริอง จนเริ่มกล้าแกร่ง แต่เนื่องจากขณะนั้นพิมพ์อรัญเล็กยังมีน้ำหนักตัวไม่ถึง 30 ปอนด์ จึงได้ตระเวนชกเวทีรอบ ๆ กรุงเท พฯ และตามต่างจังหวัด เขาประสบผลสำเร็จและผ่านมวยดี ๆ มาไม่น้อย ทำให้มีแฟนมวยมากขึ้น เริ่มเป็นที่กล่าวขวัญและมีแฟนมวยตามเชียร์อยู่ตลอด
                จนถึงปี พ.ศ. 2538 สมรักษ์ได้เบนเข็มมาชกในเชิงสากลสมัครเล่นอย่างเต็มตัว โดยทางสโมสรราชนาวีได้ทา บทามให้ลงชกชิงแชมป์ประเทศไทยในสังกัดของสโมสรพร้อมทั้งติดยศให้ด้วย สมรักษ์จึงขึ้นชกชิงแชมป์ประเทศไทยในสีเสื้อของกองทัพเรือ  แต่การชกครั้งแรกยังไม่ประสบความสำเร็จ  แต่ในปีต่อ ๆ มาก็ประสบความสำเร็จได้เป็นแช มป์ประเทศไทยอย่างเต็มตัว ชื่อเสียงและความสามารถของสมรักษ์ ส่งผลให้ติดทีมชาติเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537 ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่เมืองบาร์เซโลน่า  ประเทศสเปน แต่เขาไม่ประสบผลสำเร็จพ่ายแพ้ไปในรอบแรก  สมรักษ์ ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งเมื่อเขาได้ไปแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 12 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ครั้งนั้นเขาไ ด้ชัยชนะเหรียญทองแต่เพียงผู้เดียวของไทย เขากลับประเทศอย่างวีรบุรุษเป็นครั้งแรก  จากนั้นมาเขาก็ฝึกซ้อมต่อเพื่ อเตรียมตัวลงแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2538  เขาได้รับเหรียญทองอีกครั้งอย่างไม่ยากเย็น เป็นหนึ่งใน 11 เหรียญทองที่ทีมชาติไทยได้รับ
                แม้ว่าจะได้เหรียญทองจากเอเชี่ยนเกมส์ และซีเกมส์แล้ว  แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายของสมรักษ์ เขาพูดกับคนใ กล้ชิดและสาธารณชนเสมอว่า สิ่งที่เขาต้องการนั้นคือ การสร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกให้ได้  จนกระทั่งวันที่ 4 สิงหาคม 2539 เขาก็ได้ทำให้ความฝันของคนไทยทั้งชาติเป็นจริง เมื่อเขาได้รับชัยชนะรางวัลเหรียญท องจากกีฬามวยโอลิมปิก ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา  สมรักษ์ จึงเป็นนักมวยวีรบุรุษตัวอย่างที่ได้เหรียญทองครบทั้งโอลิมปิกเกมส์  เอเชี่ยนเกมส์ และซีเกมส์


 พระธาตุขามแก่น  | เสียงแคนดอกคูน  | ศูนย์รวมผ้าไหม  | ร่วมใจผูกเสี่ยว เที่ยวขอนแก่นนครใหญ่ ไดโนเสาร์ลือก้อง  | เหรียญทองมวยโอลิมปิก